ผู้เขียน: adminone

นิทานอธิบายเหตุ

หลายคนเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าทำไมเราถึงมองไม่เห็นความตายคุณเคยอยากรู้คำตอบของคำถามนี้กันไหมเชื่อว่าไม่มีใครอยากรู้หรอกแล้วก็ไม่มีใครอยากนึกถึงด้วยแต่หลายคนพอถามมาแล้ว นิทานอธิบายเหตุ บางคนก็อาจจะคิดตามประมาณว่ามันเป็นเรื่องไหนดีเรื่องนั่นเรื่องนี้

 

แต่จริงๆแล้วเรื่องราวในโลกใบนี้มีความอธิบายมากมายหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับ  นิทานอธิบายเหตุ  ความตายเพราะอะไรเพราะว่าคนในสมัยโบราณเวลาที่เขานั้นไม่รู้อะไรสักอย่างหรือว่าเขาเจอเหตุการณ์ที่เหนือธรรมชาติหรือว่าเหตุการณ์อะไรที่ว่าเขาควบคุมไม่ได้เขาก็จะพยายามแต่งนิทานแต่งตำนานแต่งอะไรมาเพื่ออธิบายเหตุสิ่งนั้น

ซึ่งแน่นอนว่าเราคงไม่ได้มาตอบแบบทางวิทยาศาสตร์

ว่าเราไม่เคยเห็นความตายเพราะว่าความตายมันมีความหนาแน่นกว่าอากาศแบบนี้คงไม่มีวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ยังคงหาคำตอบแบบนี้ไม่ได้ดังนั้นคำตอบของเราในวันนี้จะมาเป็นนิทานอธิบายเหตุ

ถ้าพูดถึงความตายเราต้องบอกก่อนเลยว่าเรื่องความตายนั้นมันเป็นเรื่องสากลของเราทุกคนอยู่แล้วที่จะต้องตายดังนั้นคนสมัยโบราณชาติต่างๆก็พยายามอธิบายในคำตอบของตัวเองไปต่างๆนานาเต็มไปหมดนิทานในวันนี้ที่เราจะนำเอามาเล่าให้อ่านกันก็จะเป้นคำตอบจากเนปาล

โดยความเก๋ของชาวเนปาลคืออะไรชาวเนปาลอยู่ใกล้กับอินเดียใช่ไหมดังนั้นมีความเชื่อแบบฮินดูเข้าไปผสมด้วยเราก็จะเห็นเทพที่เราคุ้นเคยต่างๆเข้าไปอยู่ในนี้อย่างไรก็ดีเช่นเดิมก็เหมือนกับตำนานทั่วๆไปนิทานเรื่องนี้ก็จะมีหลากหลายเวอร์ชันรวมไปถึงนิทานของเวตาลที่เราจะนำเอามาเล่าความตายในวันนี้ด้วยก็มีหลากหลาย

 

เพราะฉะนั้นแล้วในแต่ละเวอร์ชันมันก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่าง

ไม่เหมือนกันสาเหตุที่ทำให้เรามองไม่เห็นความตายเริ่มมาจากชายแก่คนนึงเท่านั้นชายแก่คนนี้เขาก็เป็นคนยากจนที่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทเขาดำรงชีวิตด้วยการตัดฟืนขายทุกๆวันนี้เขาก็จะออกไปตัดฟืนๆแล้วก็แบกกลับบ้านมาเอาไปขายทำอะไรได้หลายอย่าง

นอกจากนี้ชายแก่ก็เดินทางไปตัดฟืนตามปกติในระหว่างนั้นเขาก็คิดได้ว่าทำไมเราถึงได้ใช้ชีวิตยากจนแบบนี้ด้วยถ้าเราตัดฟืนได้มากกว่าเดิมเราขนฟืนกลับบ้านได้มากกว่าเดิมเราก็จะขายฟืนได้มากกว่าเดิมเราก็จะได้รวยเราจะได้มีชีวิตในความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ดังนั้นพอคิดได้แบบนั้นแล้วชายแก่ก็ตั้งหน้าตั้งตาตัดฟืนเสร็จแล้วนำเอากองฟืนทั้งหมดที่เยอะกว่าปกติหลายเท่าแบกขึ้นบ่าแล้วก็ออกเดินไป

 

สนับสนุนโดย.  www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ

ธรรมกรสั่งสาวบริสุทธิ์อุ้มหัวใส่โลง

ธรรมกรสั่งสาวบริสุทธิ์อุ้มหัวใส่โลง ซึ่งวันนี้ได้มีข่าวเรื่องหนึ่งฟังแล้วก็น่าตกใจเหมือนกัน คุณทอง เป็นอดีตลูกศิษย์สำนักสงฆ์นายธรรมกรคุณทองบอกว่าตำรวจจะต้องไปหาญาติของนายธรรมกรเพราะญาติพี่น้องของนายธรรมกรบางส่วนได้รับรู้เรื่องที่คุณธรรมกรเตรียมที่จะตัดศีรษะตัวเองเพราะว่าอะไร

เพราะว่าพระธรรมกรแก่ได้มีกฎของแก่อยู่อย่างหนึ่งเรื่องคำสั่งเสียฟังแล้วน่าตกใจเพราะถ้าทุกคนจำได้ภาพโลงศพของนายธรรมกรเขาได้เตรียมเอาไว้แล้วมีทั้งกล่องใบนึงที่เอาไว้ใส่หัวและอีกใบนึงก็เอาไว้ใส่ร่างกายวันนี้ลูกศิษย์บุคคลหนึ่งได้บอกว่าคนที่เกี่ยวข้องจริงๆคือญาติพระธรรมกรไม่ได้โยงไปแม่ชี

โดยคนจับหัวนายธรรมกรเป็นคนใกล้ชิดลูกศิษย์คนนี้บอกว่านายธรรมกรเขาได้สั่งคนพวกนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้วโดยเฉพาะกฎของเขาคืออะไรรู้ไหมคือให้หาสาวที่บริสุทธิ์เป็นผู้ที่อันเชิญหัวเขาเอาไปเก็บไว้ในโลงแล้วนายธรรมกรกำชับอีกด้วยว่าจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นต้องจับร่างเขาใส่โลง

ในขณะเดียวเดียวคนที่ไม่บริสุทธิ์ห้ามเข้าจับศพของเขาโดยเด็ดขาดนี่คือกฎที่นายธรรมกรได้สั่งเสีย  ธรรมกรสั่งสาวบริสุทธิ์อุ้มหัวใส่โลง  เอาไว้ถามว่าแล้วใมนวันนี้นั้นคนที่ดำเนินการทั้งหมดมันจึงไม่ใช่คนในสำนักสงฆ์เพราะนายธรรมกรได้เรียกเขามาคุยก่อนที่จะก่อเหตุเพียงไม่กี่วันเป็นญาติของนายธรรมกรผู้หญิงคนี้ก็สนิทกับนายธรรมกรเป้นคนนำชิ้นส่วนก็คือเขาให้จับแค่เพียงศีรษะ

ส่วนทางด้านร่างกายทั้งหมดเขาให้เป็นผู้ชายที่จะต้องบริสุทธิ์ด้วยคุณทองยังบอกอีกด้วยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันมีเรื่องที่ว่าภาพหมอใหญ่โดยหมอใหญ่ในที่นี้ก็คือว่าก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่กับแพทย์ในพื้นที่จะขอเข้าชันสูตรศพแต่ไปเจอผุ้ชายคนหนึ่งภาพที่ได้ปรากฎมาเป็นชายชุดขาวที่เป็นคุณหมอถามว่าขวางการชันสูตรศพจริงหรือไม่เอาจริงแล้วคุณทองได้บอกกับเราอีกว่า

คุณหมอใหญ่ท่านนี้เป็นลูกศิษย์ของนายธรรมกรวินาทีที่สังคมอาจจะไม่ทารบว่าลึกๆเขาคุยอะไรกันกับเจ้าหน้าที่ที่จะขอชันสูตรศพมันได้มีบทสนทนาเพราะคุณทองอยู่ด้วยเขาได้เล่าให้ฟังว่าหมอใหญ่พยายามที่จะบอกกับชุดชันสูตรว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมาชันสูตรอะไร

เพราะไม่มีใครเพราะญาติโยมติดใจกับการตายส่วนหมอจริงๆที่เขามีหน้าที่เขาก็บอกว่าจะต้องสอบเพราะว่าไม่เช่นนั้นพวกหนูโดยไล่ออกแน่ๆนี่คือการสนทนากันที่เราไม่ทราบว่าเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาเป็นแบนี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.    สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

สิ่งที่คุณ ไม่ควรทำในการออกเดต เป็นครั้งแรก

คุณเคยเจอประสบการณ์แบบนี้มั้ยเวลาที่คุณคุยกับใครสักคนเนี่ย จะเห็นได้ว่าคุยกันในตอนแรกๆเนี่ยมันก็ดูไปได้สวยนะ มันก็ดูดีนะแต่พอหลังจากนั้นไปเดตกันครั้งแรกหลังจากนั้น ไม่ควรทำในการออกเดต เขาก็ไม่คุยกับคุณต่ออีกเลยจากนั้นคุณก็โดนเทโดยที่ตัวของคุณเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำนะว่ามันเป็นเพราะอะไร

ถ้าหากว่าคุณเคยเจอเหตุการณ์ณืแบบนี้นะวันนี้เราจะมาบอกกันนะว่าสิ่งที่คุณไม่ควรที่จำทำในตอนเดตแรกเนี่ยมันมีอะไรบ้าง ไม่ควรทำในการออกเดต  เพราะถ้าหากว่าคุณทำสิ่งเนี่ยคุณก็มีโอกาสสูงมากที่คุณนั้นจะโดนเทได้เลยนะ เราต้องบอกเลยนะว่าสิ่งที่เราจะเอามาบอกนั้นไม่ใช่แค่ผู้ชายหรือว่าผู้หญิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะ

งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าสิ่งที่คุณไม่ควรที่จะทำตอนเดตแรกนั่นก็คือ

คุณห้ามไปเดตสาย

ทำไมเรื่องนี้ถีงสำคัญมันไม่ใช่เรื่องงานสักหน่อย ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนสักหน่อย แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่าคนเราเนี่ยนะ ตอนที่เรายังไม่ได้สนิทกันมากหรือรู้จักกันมากเนี่ยคุณสามารถถูกตัดสินได้ง่ายมากๆเลยนะ และการที่คุรไปเดตสายเนี่ยถึงแม้ว่ามันจะไม่ใชเรื่องที่ต้องรีบร้อนอะไร เร่งด่วนอะไร แต่ว่ามันก้สามารถเป็นตัวบ่งบอกได้แล้วว่าคุณไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากพอ

ซึ่งแน่นอนนะว่ามันมีโอกาสที่คู่เดตของคุณเขาจะมองได้ว่าขนาดเรื่องเวลามาเดตยังไม่ให้ความสำคัญเลย นับประสาอะไรกับเรื่องอื่นๆและแน่นอนนะว่า เฟริส อิมเพรสชั่น มันจะไปในทางลบนะ ตั้งแต่คุณยังไม่เจอหน้าเขาเลย เพราะฉะนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลาให้มากๆนะ

เพราะมันเป็นตัวบ่งบอกให้กับเขาด้วยนะว่าคุณก็ให้ความสำคัญกับเขาเช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นห้ามไปสายเดตแรกนะจ๊ะ

คุณห้ามติดโทรศัพท์เกินไป

สิ่งที่คุณห้ามทำในเดตแรกเรื่องต่อไปนั่นก็คือคุณห้ามติดโทรศัพท์มากเกินไป แน่นอนนะว่าคุณสามารถที่จะหยิบมาเช็คได้บ้าง หยิบมาตอบบ้างอะไรบ้าง มันโอเคนะ แต่ถ้าหากว่าคุณเล่นจริงจังเลยคุณไม่สนใจคนที่อยู่ตรงหน้าของคุณเลย

อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะการที่คุณไปเดตกับคนๆนึงเนี่ยสิ่งที่คุณควรที่จะสนใจมากที่สุดไม่ใช่โทรศัพท์ของคุณ ซึ่งคุณอาจจะเขิน อาย หรือไม่กล้าพูดคุยกับเขา แต่ว่าการที่เล่นโทรศัพท์เพื่อลดความเขินอาย มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเอาเสียเลย เพราะเขาอาจจะมองได้ว่าคุณเป็นคนที่ไม่มีมารยาท เพราะฉะนั้นถ้าอยากเล่นโทรศัพท์ก็ไม่ควรที่จะนัดเดตดีกว่า

 

สนับสนุนโดย    ufabet ฝากเงิน ออโต้

วิธีไม่ยึดติดกับคนๆหนึ่งมากจนเกินไป

เราอยากจะบอกว่าการที่คุณนั้นยึดติดกับคนๆหนึ่งมากจนเกินไปเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรนะและมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรอีกด้วย แต่ว่าการที่คุณนั้นยึดติดเนี่ยมันจะทำให้ตัวคุณนั้นเสียอิเนจี้กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง คุณจะเหนื่อยทั้งๆที่คุณยังไม่ได้ทำอะไรเลย 

เพราะว่าคุณจะคิดจนคุณเหนื่อยซึ่งแน่นอนนะว่าเนี่ยมันคือปัญหาเพราะว่าเราเชื่อว่าคนที่คุณยึดติดกับเขาเนี่ยเขาไม่ได้สนใจคุณสักเท่าไหร่เพราะไม่เช่นนั้นมันก็คงจะไม่ใช่ปัญหา และแน่นอนนะครับว่าการที่คุณนั้นได้ไปยึดติดกับคนที่เขาไม่ได้สนใจคุณมันจะทำให้คุณนั้นเสียเวลา

และอาจจะเสียพลังงานกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเพราะฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าวิธีการทำให้เราเนี่ยไม่ต้องยึดติดกับคนๆนึงมากจนเกินไปมันจะต้องทำอย่างไร ซึ่งอย่างแรกเราเองอยากจะบอกว่าการที่เรายึดติดกับคนๆหนึ่งมากจนเกินไปมันเป็นเพราะว่าเราอยู่ในโหมดขาดแคลน

เราดันไปคิดว่าเขาเนี่ยเป็นช้อยเดียวที่เรามีเราดันไปคิดว่าเราไม่สามารถหาคนที่ดีแบบเขาได้ เราดันไปคิดว่าคนแบบเขาเนี่ยจะมีคนเดียวบนโลกเท่านั้นเราถึงตัดเขาทิ้งไปไม่ได้เพราะว่าเขานั้นก็สำคัญ กับเรามากที่สุด เพราะว่าเราไปยึดติดอย่างนี้นี่ไง เราจึงไม่เป็นอันทำอะไรเลย สนใจแต่เขาทั้งวันมันเลยทำให้คุณต้องอยู่ในหมวดขาดแคลนเพราะคิดว่าคุณไม่สามารถหาคนแบบเขาได้แล้ว 

ถ้าหากคุณอยู่ในโหมดเหลือเฟือ คุณรู้หรือไม่ว่าคนที่อยู่ในหมวดเหลือเดือนนึงเขาจะคิดว่า ก็แค่เพียงคนคนนึงแหละ ถ้าหากว่าคนคนนี้ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขได้ไม่ได้ทำให้เรารักตัวเองได้มากพอ ไม่เห็นคุณค่าของเรา เราไปหาคนอื่นก็ได้ไม่เห็นต้องมาแคร์คุณคนเดียว สำหรับคนที่คิดเช่นนี้อยู่ในโหมดของคนที่เหลือเฟือนั่นแหละ และบุคคลที่อยู่ในโหมดเหลือเฟือเนี่ย จะไม่ยึดติดอะไรกับใครเลย 

เพราะเขารู้ว่าตัวของเขา มีคุณค่าและคู่ควรกับอะไร ที่เราพูดมันไม่ได้ยินบอกว่าให้คุณเจ้าชู้นะ คุยเยอะหรืออะไรนะ แต่ว่าหมดเหลือเฟือที่เรายกตัวอย่างมานี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องภายนอกเท่านั้น แต่ว่ามันคือเรื่องภายในจิตใจของคุณต่างหาก มุมมองของคุณต่างหาก ถ้าหากว่าคุณเป็นคนเหลือเฟือนะต่อให้ตอนนั้นคุณไม่มีใครคุยอยู่เลยก็ตาม แต่ว่าคุณเป็นคนที่ มันไม่ทำให้คุณมีความสุขคุณก็จะสามารถเอาออกมาได้อยู่ดี

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    Ufabet เข้าสู่ระบบ

สุดเหี้ยม พ่อผัวอยากได้หลานไปเลี้ยง แต่ลูกสะไภ้ปฎิเสธ  ไม่พอใจใช้มีดปักคอดับต่อหน้าหลาน

             เมื่อวันที่ 4 เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2564  ช่วงเวลาประมาณตีสี่  เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีหญิงสาวถูกทำร้ายจนเสียชีวิตที่บ้านพัก ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลขอนแก่น  โดยบ้านที่เกิดเหตุนั้นเป็นบ้านชั้นเดียว เลยที่ 81  เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางถึงบ้านที่เกิดเหตุ  พบว่าผู้ตายนอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องนอน  และในที่เกิดเหตุยังมีเด็กชายอายุเพียงแค่หนึ่งขวบ กับคนแก่อายุประมาณ  62 ปีอยู่ด้วย

       จากคำให้การของชายวัย 62 ปีนั้น ยืนยันว่าตัวเองเป็นคนทีลงมือฆ่าผุ้ตายเอง ซึ่งคนตายนั้นมีศักดิ์เป็นลูกสะไภ้  โดยบ้านหลังดังกล่าวอยู่กันแค่สองคนเท่านั้น คือ คนตายกับลูกชายวัยเพียงขวบเดียว แต่ผู้ก่อเหตุนั้นเป็นพ่อสามีที่บ้านอยู่จังหวัดนครราชสีมา และเพิ่งเดินทางมาถึงบ้านหลังดังกล่าว โดยออกจากบ้านมาตอนเที่ยงคืนและมาถึงที่นี่ประมาณตีสามกว่าๆ ซึ่งมาถึง ก็ได้ทะเลาะกับลูกสะไภ้  และได้ทำร้ายลูกสะไภ้ด้วยการเอามีแทงคอ ไป 3 ครั้งจนตายในห้องนอน 

       ส่วนสาเหตุของการลงมือทำร้ายลูกสะใภ้ของตนเองในครั้งนี้ก็เพราะว่าเขาต้องการที่จะรับหลานไปทำการเลี้ยงดูที่จังหวัดนครราชสีมาแต่ลูกสะใภ้ไม่ยอมให้เอาหลานไปเลี้ยงซึ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็เพิ่งทะเลาะกับลูกสะใภ้เรื่องของการจะรับหลานไปเลี้ยงและได้ทะเลาะกันจนเผลอบีบคอลูกสะใภ้ซึ่งลูกสะใภ้ก็แจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจและได้ตกลงยอมความกันเนื่องจากว่าลูกสะใภ้เห็นว่าตนเองนั้นเป็นพ่อสามีโดยมีเงื่อนไขว่าพ่อสามีจะต้องไม่มายุ่งเกี่ยวกับลูกสะใภ้และหลานชายอีก

        อย่างไรก็ตามทางด้านพ่อสามีนั้นเคยเลี้ยงดูหลานชายวัย 1 ขวบและคิดถึงหลานมากอยากเอาหลานไปอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาด้วยจึงได้ขับรถออกมาจากบ้านพักตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนและแอบเข้ามาในบ้านของลูกสะใภ้ทางด้านประตูหลังบ้านเนื่องจากว่ารู้ดีว่าลูกสะใภ้จะไม่ล็อคประตูหลังบ้านและเมื่อเข้ามาลูกสะใภ้ตื่นมาเจอพอดีจึงมีปากเสียงทะเลาะกันซึ่งลูกสะใภ้นั้นพูดจาด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงทำให้พ่อสามีนั้นเกิดอารมณ์โมโหจึงได้นำมีดที่อยู่ในครัวปักไว้ที่คอของลูกสะใภ้จนเสียชีวิตคาที่นอน

           หลังจากที่ลูกสะใภ้เสียชีวิตแล้วพ่อสามีจึงได้โทรตามภรรยาของตนเองให้เดินทางมาบ้านของลูกสะใภ้เพื่อมาดูแลหลานชายวัย 1 ขวบหลังจากนั้นก็แจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ที่บ้านของผู้ตายนั้นเอง  ในตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาตัวผู้ต้องหาไปฝากขังแล้ว และนับจากนี้เด็กก็จะขาดแม่และอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เป็นย่าแทน

 

สนับสนุนโดย  ติดต่อ ufabet

แม่ค้าร้านชำโลภมาก  หวังได้เงิน ห้าพันล้าน แต่กลับถูกหลอกสูญเงินกว่า 39 ล้านบาท 

            เมื่อวันที่ 18 เดือนพฤษภาคมปีพศ 2564   เจ้าหน้าที่ตำรวจ  สภ. ยางตลาด   จังหวัดกาฬสินธุ์  ได้รับแจ้งความจากหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเธอมีอายุ 48 ปีโดยเธอระบุว่าตัวเธอเองนั้นเป็นเพียงแค่แม่ค้าขายของร้านชำธรรมดาแต่ตัวเธอนั้นถูกหลอกลวงให้ทำการโอนเงินให้กับคนร้ายเป็นจำนวนเงินสูงถึง 39 ล้านบาท  โดยเธอระบุว่าเธอถูกหลอกมานานหลายปีและมีการโอนเงินให้หลายครั้ง

       สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ผู้เสียหายชื่อว่านางอาภา   โดยนางอาภาเล่าว่า ก่อนช่วงปี พ.ศ.2558  เธอได้เดินทางไปต่างประเทศและทำงานอยู่ที่นั่นซึ่งเก็บเงินได้จำนวน 1 หลังจากนั้นช่วงประมาณเดือนเมษายนปีพ.ศ 2558 เธอจึงเดินทางกลับมาประเทศไทยและมาเปิดร้านขายของชําเล็กๆน้อยๆอยู่ในหมู่บ้านซึ่งในตอนนั้นเองเธอได้รู้จักกับสามีภรรยาคู่หนึ่งที่เข้ามาตีสนิทกับเธอโดยบอกว่าทั้งคู่นั้นรู้จักกับคุณครูที่เคยสอนเธอจึงทำให้เธอนั้นไว้เนื้อเชื่อใจและสนิทสนมพูดคุยกันมาโดยตลอด

        หลังจากที่สนิทกันมาได้ระยะเวลาหนึ่งสองสามีภรรยาคู่นี้ก็แนะนำให้รู้จักกับสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งเป็นคนมีชื่อเสียงของจังหวัดมหาสารคาม  และหลังจากทำความรู้จักกันได้ไม่นานสามีภรรยาที่อยู่ในจังหวัดสารคามก็ได้มีการขอยืมเงินเธอโดยเงินก้อนแรกที่ยืมไปนั้นเป็นจำนวนเงิน 180,000 บาท โดยบอกว่าจะยืมเพียงแค่ 7 วันเท่านั้นโดยเงินดังกล่าวนั้นจะนำไปใช้วิ่งเต้นในการนำเงินออกจากธนาคารเนื่องจากว่าเงินของพวกเขานั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจอายัดไว้

         อย่างไรก็ตามเมื่อครบกำหนด 7 วันแล้วเธอไม่ได้รับเงินคืนแต่ทั้งสองสามีภรรยาคู่นั้นกับคุยกับเธอเพิ่มเติมว่าอยากจะยืมเงินเพิ่มอีกเนื่องจากว่าเงินที่ยืมไปในครั้งแรกนั้นไม่เพียงพอต่อการวิ่งเต้นพร้อมเงินในบัญชีที่มีอยู่นั้นมีอยู่ถึง หนึ่งหมื่นล้านบาท  ซึ่งเงินถูกอายัดเนื่องจากว่าทางเจ้าหน้าที่สงสัยถึงความร่วงโรยที่ผิดปกติจึงไม่มีการอายัดเอาไว้เขาต้องการนำเงินออกมาใช้จึงต้องมีการนำเงินไปวิ่งเต้นยัดเงินให้กับพวกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ต้องใช้เงินจำนวนมาก

           ซึ่งนางสาวอาภาเองก็เชื่อจึงได้มีการดำเนินเก็บที่มีอยู่ให้ยืมรวมถึงยังมีการนำโฉนดที่ดินโฉนดบ้านทั้งของตนเองและของญาติพี่น้องไปจำนำแล้วนำเงินมาให้สองสามีภรรยาที่อยู่ในจังหวัดมหาสารคามยืมอีกด้วยซึ่งระบุว่าจะมีการโอนเงินตั้งแต่ปีพศ 2558 จนถึงปีพศ 2560 รวมเป็นเงินแล้วทั้งสิ้นเธอมีการโอนเงินไปทั้งหมด 39 ล้านบาทซึ่งในแต่ละครั้งนั้นมีการโอนตั้งแต่ 400.000 บาทจนถึง 1 ล้านบาทเลยทีเดียว 

            ส่วนสาเหตุที่ทำให้เธอมีการนำเงินให้กับสองสามีภรรยาคู่นั้นยืมมากๆนั่นก็เพราะว่าสองสามีภรรยาคู่นั้นเป็นคนดังของจังหวัดมหาสารคามใครๆก็รู้จักและรู้ด้วยว่ามีฐานะร่ำรวยเธอจึงหลงเชื่อที่สำคัญสองสามีภรรยาคู่นั้นยังบอกว่าจะมีการให้เงินเธอทั้งหมดครึ่งหนึ่งของเงินที่ถูกอายัดนั่นก็คือประมาณ 5 พันล้านบาท นั่นเองทำให้เธอเกิดความโลภมากจึงได้มีการโอนเงินช่วยเหลือได้เรื่อยๆ 

         อย่างไรก็ตามถ้ารู้ตัวว่าเธอนั้นถูกหลอกหลังจากที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับ 2 สามีภรรยาคู่นั้นแล้วเธอคิดว่าเธอคงจะไม่ได้เงิน 5,000 บาทอย่างแน่นอนซึ่งเธอต้องการเงินเพียงแค่ 39 ล้านบาทที่ยืมเงินของเธอไปกับคืนมา 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    เซ็กซี่ บาคาร่าออนไลน์

ยุติปัญหา 6 ปีที่ทรมาน  ระหว่าง อาม่า กับร้านซ่อมรถ 

            จากกรณีที่มีหญิงชราวัย 75 ปีทะเลาะกับเพื่อนบ้านซึ่งเปิดบ้านเป็นอู่ซ่อมรถทำให้หญิงชราวัย 75 ปีไม่พอใจที่ร้านดังกล่าวทำเสียงดังรบกวนจะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำโดยล่าสุดนั้นได้มีการทะเลาะกันถึงขั้นตบตีและต่อยปากกันจนฟันร่วง กลายเป็นข่าวโด่งดังใหญ่โตในช่วงประมาณวันที่ 23 เดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ 264 

          ซึ่ง จากการทะเลาะในครั้งนั้นทำให้ตัวอาม่าและทุกคนในครอบครัวยืนยันว่าจะต้องมีการเอาเรื่องครอบครัวเพื่อนบ้านให้ถึงที่สุดที่มีการทำร้ายร่างกายโดยทั้ง 2 ฝั่งนั้นเคยมาออกรายการโหนกระแสเพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและมองว่าครอบครัวไหนที่เป็นครอบครัวที่ผิดซึ่งแต่ระหว่างนั้นก็ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน

        อย่างไรก็ตามจากการพูดคุยกันในรายการจะเห็นว่าทางด้านครอบครัวอาม่าเองตั้งสถานะครอบครัวของเพื่อนบ้านอยู่เป็นประจำทั้งตะโกนต่อว่าและไปร้องเรียนยังหน่วยงานต่างๆอีกทั้งยังมีการขู่ทำร้ายร่างกายในขณะที่ครอบครัวของเพื่อนบ้านซึ่งเปิดเป็นร้านซ่อมรถก็รู้สึกไม่พอใจที่โดนข่มขู่อยู่บ่อยครั้งจึงได้ตัดสินใจทำร้ายร่างกายอาม่าในที่สุดนั่นเองซึ่งเหตุการณ์ที่ทั้งสองครอบครัวทะเลาะกันนี้เป็นระยะเวลานานถึง 6 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป

       อย่างไรก็ตามล่าสุดครอบครัวของเจ้าของร้านซ่อมรถได้มีการเปิดเผยว่าในขณะนี้ทุกคนในครอบครัวด้วยตัดสินใจร่วมกันว่าจะขอย้ายที่อยู่ไปอยู่ที่อื่นโดยจะเปลี่ยนที่อยู่จากสนามบินน้ำไปอยู่ตรงบริเวณห้าแยกปากเกร็ดซึ่งในขณะนี้ได้มีการย้ายบ้านเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วและยังคงเปิดกิจการซ่อมรถอยู่เหมือนเดิมถึงแม้ว่าการย้ายบ้านในครั้งนี้จะทำให้ขาดลูกค้าประจำไปหลายคนแต่ก็ยังดีกว่าการอยู่บ้านติดกับอาม่าแล้วทำให้เกิดความเครียด

        เพราะหลังจากที่มีข่าวว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ครอบครัวของอาม่าจะยังคงเดินสายร้องเรียนเตรียมหน่วยงานต่างๆทำให้กับทุกวันพี่จะมีหน่วยงานจากทางราชการมาทำการตรวจสอบที่ร้านซ่อมรถของตนเองทำให้เธอและสามีของเธอนั้นแต่ความรู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกไม่มีความสุขดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะยุติปัญหาด้วยการย้ายที่อยู่แทนและหลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่หมู่ใหม่ก็ทำให้เธอและสามีของเธอนั้นมีความสุขมากๆ

     เพราะเพื่อนบ้านที่อยู่ใหม่นี้ทุกคนต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยไม่มีใครทะเลาะเบาะแว้งกันและบางครั้งทำกับข้าวก็ยังเอามาแบ่งปันกันซึ่งหลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่ใหม่เธอก็เริ่มมีลูกค้ามากขึ้นดังนั้นเธอยืนยันว่าเธอขอจบปัญหากับครอบครัวอาม่าและขอใช้ชีวิตตามปกติอย่างมีความสุขของเธอส่วนทางด้านอาม่าเองทางผู้สื่อข่าวได้มีการเดินทางไปที่บ้านเพื่อสอบถามความรู้สึกหลังจากที่เพื่อนบ้านได้ย้ายออกไปแต่ไม่สามารถติดต่อครอบครัวของอาม่าได้ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    sa casino ฟรี300

ดรามา วัคซีน Pfizer  ในไทย

           ก่อนหน้านี้ มีการถกเถียงกันมากเกี่ยวกับเรื่องของวัคซีนที่ถูกนำมาฉีดให้กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส covid-19  ในประเทศไทย  เนื่องจากในประเทศไทยในขณะนี้นั้นมีการนำเข้าวัคซีนเพียงแค่ 2 ตัวเท่านั้นและด้วยคุณสมบัติของวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนั้นหากเปรียบเทียบวัคซีนชนิดอื่นๆแล้วยังมีคุณสมบัติที่ด้อยกว่า  ตามข้อมูลแล้วจากการที่หลายประเทศได้มีการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนวัคซีนที่สามารถป้องกันเชื้อไวรัส covid-19 ได้ดีที่สุดนั่นก็คือวัคซีนที่ชื่อว่า Pfizer ซึ่งแน่นอนว่าด้วยประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมราคาย่อมต้องแพง

       อย่างไรก็ตามสำหรับข้อมูลการวิจัยเกี่ยวPfizer พบว่า พบว่าวัคซีนชนิดนี้สามารถป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ผลมากกว่า 90% ซึ่งเป็นผลของการรักษาได้ดีกว่าวัคซีนชนิดอื่นอื่นเป็นอย่างมาก  อย่างไรก็ตามแต่วัคซีน Pfizer กลับไม่พบการนำเข้ามาฉีดให้กับคนไทย ซึ่งทางรัฐบาลให้เหตุผลว่ายังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติและการพิจารณาจากทางกระทรวงสาธารณะสุขอยู่  ทั้งที่ทั่วโลกมีการใช้งานวัคซีนนี้กันแล้ว 

          อย่างไรก็ตามกระแสดรามาเกี่ยวกับวัคซีน Pfizer เริ่มต้นขึ้น เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตรได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลบางอย่างผ่านทางโชเชียล ทำให้กระแสดราม่าเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นทันทีเมื่อ นายทักษิณบอกว่า แท้ที่จริงแล้วประเทศไทยมีการนำเข้าวัคซีน Pfizer เข้ามาแล้ว เพียงแต่เอาเข้ามาไม่เยอะ และเป็นการเอาเข้ามาเป็นเร่งด่วน โดยนายทักษิณแนะนำให้เข้าไปดูที่เว็บไซด์ของ Pfizer จะมีข้อมุลเกี่ยวกับประเทศไทยมีการนำเข้าวัคซีน Pfizer ซึ่งประเทศไทยมีรายชื่อปรากฏเอาไว้ด้วย

       หลังจากมีกระแสเกี่ยวกับวัคซีน Pfizer เกิดขึ้น ทางรัฐบาลเร่งออกมายืนยันไม่มีการนำเข้าอย่างแน่นอน และต่อว่าไปถึงคนที่ต้องการสร้างกระแส เพราะเมื่อข่าวเกี่ยวกับวัคซีน Pfizer มีการลักลอบสั่งเข้าไทย ทุกคนย่อมมองไปถึงรัฐบาลเป็นผู้สั่งอย่างแน่นอน และหลายคนมองว่าทำไมต้องแอบสั่งและวัคซีนเหล่านั้นนำไปฉีดให้ใคร 

        และถึงแม้ว่าภายหลังทางเว็บไซต์ของ Pfizer จะนำชื่อของประเทศไทยออกจากเว็บแล้ว แต่กระแสดราม่าเกี่ยวกับวัคซีน Pfizerก็ยังไม่จบ เพราะเมื่อวันที่ 9 เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2564  ได้มีคนแชร์ข้อความในเฟสบุ๊ก ระบุว่าตนเองมีคนรู้จักได้มีการโพสต์เกี่ยวกับวัคซีน Pfizer โดยโพสต์ผ่านทางอินสตาร์แกรม  และข้อความที่โพสต์ก็คือ เขายืนยันว่าไทยมีการนำเข้าวัคซีน Pfizer แล้วอย่างแน่นอน เพราะครอบครัวของเขาฉีดครบกันแล้วทุกคน เนื่องจากเป็นการฉีดวัคซีนชนิดนี้ให้กับเฉพาะคนที่เป็น วีไอพี เพียงเท่านั้น

      และเมื่อมีการแชร์ข้อความเหล่านี้ ยิ่งทำให้ดราม่าเกี่ยวกับ วัคซีน Pfizer รุนแรงมากขึ้นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นคนรุ่นใหม่อยากรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว มีการนำเข้ามาแล้ว แต่ไม่เอามาฉีดให้กับประชาชน แต่ฉีดให้กับกลุ่มระดับ วีไอพี อย่างเดียว หรือตอนนี้กำลังมีคนไม่หวังดี ออกมาปั่นกระแสความเกลียดชังรัฐบาลให้กับประชาชนกันแน่ เราคงต้องรอผลการตรวจสอบต่อไป 

 

สนับสนุนโดย    ติดต่อ ufabet

อินโดนีเซียประกาศย้ายเมืองหลวง

ประเด็นการย้ายเมืองหลวงมีการพูดกันหลายประเทศเมื่อมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจความแออัดการจราจรที่ติดขัดพื้นที่ที่จำกัดรวมถึงปัญหาต่างๆที่รุมเล้าเข้ามาก็เลยกลายเป็นประเด็นให้หลายๆประเทศตัดสินใจที่จะอยู่หรือย้ายเมืองหลวงบางประเทศย้ายเมืองหลวงไปค่อนข้างไกลห่างกัน400กิโลเมตร

โดยบ้างประเทศย้ายเมืองหลวงกลับไปถึงพันกิโลเมตรก็มีก่อนที่เราจะไปเจาะว่าทำไมอินโดนีเซียถึงตัดสินใจย้ายเมืองหลวงอีกครั้งเพราะก่อนหน้านี้ก็เคยย้ายมาแล้วมาดูประเทศที่เขาย้ายเมืองหลวงไปทั่วรอบครึ่งศตวรรษกันดีกว่าอย่างเช่น บารซิล ก็ย้ายเมืองหลวงตั้งแต่ปี1960จากรีโอเดจาเนโรไปที่บารซิเลีย

เพราะฉะนั้นหลายคนถ้าบอกว่ารีโอเดจาเนโรยังเป็นเมืองหลวงอยู่อันนี้เชยมาก ปากีสถานในปี1967 ก็ย้ายจากกรุง การาจี มาที่อิสลามาบัด หรือว่า โกตดิวัวร์ปี1983ก็ย้ายจากอาบีจานไปยังยามูซูโกรหลายคนบอกที่ไหนว่า ไนจีเรียปี1991ย้ายจากลากอสไปที่อาบูจา คาซัคสถานปี1997ย้ายจากอัลมาตีไปที่อัสตานา เมียนมาปี2005ย้ายจากย่างกุ้งไปที่เนปยีดอ

ซึ่งพม่าเพื่อนบ้านหลายคนคงทราบแล้วว่าย่างกุ้งย้ายไปที่กรุงเนปีดอหรือเนปยีดอออกเสียงยากเหมือนกันล่าสุดกลายมาเป็นประเด่นอีกครั้งเมื่อประธานาธิบดีอินโดนเซียได้ออกมาแถลงผ่านสื่อเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่าอินโดนีเซียตัดสินใจแล้วว่าจะย้ายเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ

เพราะว่าพื้นที่แห่งนี้มีความเสี่ยงน้อยที่จะเกิดภัยธรรมชาติเพราะว่าห่างไกลจากแนวของภูเขาไฟแล้วก็ไม่มีแผ่นดินไหวจาก จาการ์ตาเมืองหลวงปัจจุบันของอินโดนีเซียที่ได้ตั้งอยู่บนเกาะชวาแต่ว่ากาลีมันตันอยู่ที่ตะวันออกแล้วก็ตั้งอยู่บนเกาะอีกแห่งก็คือเกาะบอร์เนียว

โดยที่เกาะบอร์เนียวต่างจากเกาะชวามากเป็นเกาะที่จะต้องแชร์พรมแดนกับอีก2ประเทศในอาเซียนั่นก็คือ บรูไน มาเลเซียคือพื้นที่ส่วนใหญ่ทางเหนือจะเป็นของมาเลเซียส่วนบรูไนเขาก็จะมีแค่เพียงเสียวเล็กๆอยู่ด้านบนในขณะเดียวกันภาคกลางและภาคใต้ทั้งหมดเป็นของอินโดนีเซียตรงนี้แหละที่เรียกว่ากาลีมันตันและจะกลายมาเป็นเมองหลวงใหม่ของจาการ์ตา

ดังนั้นในตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะมีการตั้งชื่อเมืองหลวงใหม่ว่าอะไรแต่รู้ว่าจะอยู่แถวจังหวัดกาลีมันตันตะวันออกอยู่ระหว่างภูมิภาคที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาสองแห่งทั้งนี้ทั้งนั้นเมืองหลวงใหม่คาดว่าน่าจะอยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตาประมาณ1,400กิโลเมตรใช้เวลาจากการเดินทางจากกรุงจาการณ์ตาด้วยเคร่องบินประมาณ2ชั่วโมงเรียกได้ว่าไกลกว่ากรุงเทพเชียงใหม่มากเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่า sa gaming

ปัญหามือที่สาม ปัญหาที่ไม่มีทางจะหมดไปจากสังคมไทย 

           สังคมไทยในทุกวันนี้จะเห็นได้ว่ามักจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับมือที่ 3 เกิดขึ้นมามากมายซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละวันนั้นปัญหาที่ภรรยาสามีทะเลาะกันเนื่องจากว่าภรรยาจับได้ว่าสามีนอกใจหรือแม้แต่บางครั้งเป็นตัวสามีเองที่จับได้ว่าแฟนนอกใจไปมีคนอื่นนั้นมักจะมีให้เห็นอยู่ทุกวันซึ่งบางครั้งก็เป็นข่าวโด่งดังใหญ่โตแต่บางครั้งก็ไม่ได้เป็นข่าวแต่เราก็รู้กันดีว่าในสังคมไทยในปัจจุบันนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการนอกใจกันเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งนั้นเอง

        ในสมัยอดีตกาลนั้นครอบครัวคนไทยนั้นสามีมักจะมีภรรยาได้หลายคนเนื่องจากว่าเป็นความยินยอมพร้อมใจกันทั้ง 3 ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายภรรยาหลวงหรือฝ่ายภรรยาใหม่ที่เข้ามาอยู่ในครอบครัวและตัวสามีเองจึงทำให้ในสมัยรัชกาลถึงแม้ว่าสามีจะมีภรรยาหลายคนแต่ก็ยังสามารถอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่ปรองดองกันดี

       แต่ภายหลังเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปผู้หญิงมีสิทธิและเห็นคุณค่าของตนเองมากยิ่งขึ้นจึงมักจะไม่ยินยอมให้สามีนั้นมีภรรยามากโดยต้องการให้มีตนเองเป็นพยานเพียงคนเดียวเท่านั้นซึ่งแน่นอนว่าความคิดนี้เป็นความคิดของหลักสากลที่ใช้กันทั่วโลก  

     แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีหลายครอบครัวที่ทางด้านฝ่ายสามีนั้นต้องการที่จะมีภรรยาเพิ่มแต่ไม่สามารถควบคุมให้ภรรยาทั้งที่เป็นภรรยาหลวงและเป็นพญาน้อยสามารถอยู่ร่วมกันได้จึงมักแอบมีภรรยาไว้นอกบ้านและเมื่อภรรยาหลวงจับได้ก็ทำให้มีเรื่องราวทะเลาะกันและบางครั้งก็ถึงขั้นรุนแรงที่มีการตบตีกันหรือฆ่ากันตายก็มี 

              ปัจจุบันนี้การที่ผู้ชายจะมีภรรยาหลายคนนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นสิ่งที่คนในสังคมไม่สามารถยอมรับได้ซึ่งถ้าหากว่าแต่งงานและมีการจดทะเบียนสมรสกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วหากฝ่ายชายจะแต่งงานและจดทะเบียนสมรสซ้อนขึ้นมาจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและสามารถดำเนินการเอาผิดได้ในทันที

            และถ้าหากว่าฝ่ายชายนั้นแอบไปมีผู้หญิงอื่นก็สามารถที่จะให้ภรรยาเอาผิดทางด้านกฎหมายกับฝ่ายชายได้รวมถึงในขณะเดียวกันถ้าหากหญิงสาวที่เข้ามาใหม่ซึ่งเป็นนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าฝ่ายชายมีภรรยาอยู่แล้วแต่ยังยินยอมพร้อมใจที่จะมาเป็นกิ๊กภรรยาหลวงสามารถเอาผิดและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้หญิงที่มาเป็นกิ๊กของสามีของตนเองได้เช่นเดียวกัน

           ซึ่งนี่คือวิธีการแก้ปัญหาของคนในสังคมในปัจจุบันเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายชายหรือผู้หญิงคนอื่นมาเป็นกิ๊กหรือมาสร้างปัญหามือที่ 3 นั่นเองแต่ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องและสามารถเอาผิดดำเนินคดีฟ้องร้องกันได้แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ชายก็ยังคงมีกิ๊กรวมถึงผู้หญิงที่มาเป็นกิ๊กนั้นถึงแม้จะรู้ตัวดีว่าตนเองมาทีหลังแต่ก็ยินยอมที่จะเป็นกิ๊กยินยอมที่จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีนั้นเอง

           ซึ่งปัญหาเรื่องของมือที่สามที่เกิดขึ้นในครอบครัวนี้ขอให้มีกฎหมายเข้ามาดูแลก็ไม่สามารถแก้ไขได้เพราะมันเกิดมาจากพฤติกรรมและความประพฤติของคนแต่ละคนและเชื่อว่าในอนาคตปัญหามือที่สามนี้ก็คงจะไม่หมดไปจากสังคมไทยอย่างแน่นอนถ้าหากคนเรายังมีพฤติกรรมที่ผิดศิลธรรมและไม่กลัวบาปกรรมกันอยู่แบบนี้นั่นเอง

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    sa gaming ทดลองเล่น