ข่าวที่กำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับป้ามหาภัย

ป้ามหาภัยหลอกเรียกรถแท็กซี่แล้วยืมเงินไปซื้อของหลังจากนั้นเชิดเงินหนี

กำลังเป็นที่โจษจันกันเป็นอย่างมากถึงคุณป้ามหาภัยคนหนึ่งที่แท็กซี่ทั้งหลายต่างก็พยายามตามหาตัวเพราะมีเรื่องเล่ากันว่ามีป้าคนหนึ่งมักจะเรียกโบกแท็กซี่จากที่หนึ่งให้ไปส่งอีกที่หนึ่งซึ่งส่วนใหญ่มักจะเจอกันว่าบอกที่โบ๊เบ๊ทาวเวอร์แล้วให้ไปส่งที่เซ็นทรัลปิ่นเก้าโดยส่วนใหญ่คุณป้าจะให้ไปส่งที่ฉันจีหลังจากนั้นคุณป้าจะบอกให้แท็กซี่รอ

โดยบอกว่าจะขอเข้าไปซื้อของแป๊บเดียวเดี๋ยวออกมาซึ่งคุณป้าจะทำทีขอยืมเงินแท็กซี่เลยบอกว่าเดี๋ยวจะกดกลับเมื่อคืนให้ซึ่งเงินส่วนใหญ่มักทีมแท็กซี่อยู่ที่ประมาณ 1400 บาทและเมื่อแท็กซี่รอก็ไม่พบว่าป้ามหาภัยจะกลับมาจริงๆ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ได้มีแท็กซี่ที่เสียหายที่โดนป้ามหาภัยคนเดียวกันหรอกเป็นจำนวนมากทุกคนจึงรวมตัวกันไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพราะต้องการจับคนร้ายมาลงโทษให้ได้

เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นแก๊งค์มิจฉาชีพ เพราะได้กระทำกับแท็กซี่หลายคนซึ่งแท็กซี่ก็มีรูปภาพที่เผยโฉมหน้าตาของป้ามหาภัยมาแชร์ให้โลกโซเชียลเห็นด้วยซึ่งห่างไปได้แค่เพียงสองวันก็สามารถจับกุมตัวป้ามหาภัยคนดังกล่าวได้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพบตัวป้ามหาภัยคนนี้ได้ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ซึ่งคุณป้าได้รับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริงโดยยอมรับว่าต้องการหาเงินเพื่อมาดูแลลูกเพราะว่าตัว เองไม่ได้มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่งก็ไม่มีเงินใช้จึงต้องมาทำอาชีพหลอกลวงคนเช่นนี้ซึ่งแท็กซี่ที่มีการแจ้งความเอาไวต่างก็พากันมาที่สถานีตำรวจเพราะต้องการมาดูโฉมหน้าป้ามหาภัยและอยากรู้เหตุผลว่าป้าทำไปทำไม

 เชื่อว่ายังมีแก๊งค์วิชาชีพอย่างป้าอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีงานทำจึงต้องออกมาหาเงินใช้ได้วิธีการที่ผิดกฎหมายเนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ผู้คนตกงานกันเป็นว่าเล่นช่วงนี้โจรขโมยจึงชุกชุมเป็นอย่างมาก ได้เชื่อเถอะว่าห้าเศรษฐกิจยังคงเป็นเช่นนี้คนที่มีอาชีพเหมือนป้ามหาภัยก็ยังมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยเรื่อย

ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อประชาชนทั้งประเทศรวมถึงประเทศชาติอีกด้วยแต่เราคงต้องมาคอยดูกันว่ารัฐบาลจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาคนตกงานได้อย่างไรเพื่อให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าต่อไปดังนั้นในช่วงนี้จึงควรเก็บเงินไว้ให้มากไม่ใช้จ่ายพรุ่งเฟือยและไม่เชื่อใครง่ายง่ายเพราะการวิชาชีพคงจะหาทางทุกรูปแบบเพื่อจะนำเงินของเราไปใช้         

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  ole777

ข่าวเกี่ยวกับไอ้เคี่ยมออกอาละวาด

จากการเก็บข้อมูล ได้ข้อมูลมาว่า นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 เป็นต้นมามีจระเข้น้ำกร่อยแวะเวียนเข้ามาวนเวียนอยู่ตามแนวชายหาดวันดอร์ที่พวกมันถือว่าเสมือนเป็นแหล่งอาหารประจำของมันเอง 

     กฎหมายว่าด้วยการห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติที่มีบทลงโทษสูงสุดถึงเจ็ดปีทำให้จระเข้เรานั้นนอกจากการล่าถลกหนังจนกลายมาเป็นฆาตกรตัวฉกาจของมนุษย์ผู้อาศัยอยู่โดยบริเวณรอบรอบหาดวันดอร์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไว้ตอนหนึ่งว่า 

“ จะนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1970 ที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกกฏหมายห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติจระเข้ไวร้ายเหล่านั้นได้พากันปรากฏตัวให้พวกชาวบ้านเห็นทั้งในห้วย หนอง คลอง บึง ก่อให้เกิดความหวัดกลัวว่าพวกมันจะเข้ามาคาบสัตว์เลี้ยงแล้วลามมาถึงชาวบ้านไปกิน

สาเหตุของการที่กลุ่มประเทศในอุษาคเนย์ อินเดียตะวันออกกลับออสเตรเลียเหนือออกกฏหมายห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติมีการระวังโทษสูงเนื่องมาจากมีการล่าล้างเผ่าพันธุ์จระเข้ในธรรมชาติทั้งถลกหนังมาฟอเอาเนื้อมาขายโดยเฉพาะในอินเดียจระเข้ปากกระทุงเหวหวิด สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้วหากไม่ออกกฏหมายดังกล่าว 

      รัฐบาลอินเดียออกกฏหมายห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติเพื่อปกป้องจระเข้น้ำกร่อยโดยตระหนักว่าหากไม่มีกฎหมายดังกล่าวจระเข้จะสูญพันธุ์ในไม่ช้านอกจากจะออกกฏหมายมีโทษจำคุกสูงสุดถึงเจ็ดปีแล้วยังส่งเสริมให้ทางสวนสัตว์ฮัทโดในพอร์ตแบลร์ จะได้ให้เพาะเลี้ยงจระเข้น้ำกร่อยและน้ำลูกจระเข้ไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อขยายพันธุ์ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับทางการไม่จบสิ้นทางกรมป่าไม้แห่งชาติของอินเดียระบุว่าตั้งแต่ปีค.ศ. 2014

มีรายงานเกี่ยวกับจระเข้ทำร้ายมนุษย์หกรายกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศอินเดียประมาณการว่าในปีค.ศ. 2016

มีนักท่องเที่ยวพากันมาท่องเที่ยวในจุดที่เสี่ยงกับการโจมตีของจระเข้ประมาณ 430,000 คนทั้งยังเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 คนในปีค.ศ. 2017 นั่นหมายถึงอันตรายที่จะเกิดกับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะสูงขึ้นตามไปด้วย

เพราะจระเข้น้ำกร่อยสายพันธุ์แบบนี้เสมือนเป็นมหาวายร้ายดุร้ายชอบกินคน จนทำให้เป็นเหตุการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังให้ดี

สังคมโรงงานชั่งน่าเบื่อ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สังคมน่าเบื่อ

              สังคมในโรงงานที่เรามักจะเจอนั้นเป็นสังคมที่มีพฤติกรรมของการนินทาเก่งเป็นที่หนึ่ง

 ในความคิดส่วนตัวของเรา เราก็อยากทราบเหมือนกันนะว่าพวกเขาทำไมถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น 

จากที่เราเคยสัมผัสบุคคลเหล่านี้มา พบว่าในทุกๆเช้าของวันทำงานพวกเขาจะเริ่มคุยกันด้วยการเม้าท์มอย บางคนก็แทบจะไม่เอ่ยถามสวัสดีในตอนเช้ากันด้วยซ้ำ หรือไม่มีการถามไถ่สาระทุกข์ของอีกฝ่ายเลยแหละ แต่พอเจอหน้ากันก็มีการเม้าท์มอยกันในเรื่องของคนอื่นเลย ทำให้เรารู้ว่าในสังคมที่เป็นแบบนี้ไม่ว่าจะในโรงงานหรือที่ไหนๆเราก็จะเจอคนพวกนี้เยอะเป็นที่สุด

บางคนเห็นวันทั้งวันเอาแต่นินทากัน ไม่ยอมทำงานทำการเผลอคือต้องนินทา สังคมประเภทนี้ไม่ว่าจะที่ไหนๆก็คงเจอเหมือนกับที่เราได้เจออยู่ทุกวัน หากเราทำตัวเด่นเกินไปก็มีแต่คนนินทา เด่นในณะที่นี้ก็คืองานหรือนิสัยที่แตกต่างบุคคลอื่นโดยรวม ทำให้จะมีคนเอาไปนินทาให้ร้าย ดังนั้นการทำงานในกลุ่มที่ไม่ว่าจะเป็นสังคมของโรงงาน พนักงานอฟฟิต หรือแม้แต่สังคมแม่บ้าน ก็จะโดนนินทาได้ทุกเมื่อ

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

คุณทราบหรือไม่ว่ากลุ่มที่นินทาเหล่านี้ พวกเขามักจะมีอยู่ในทุกๆกลุ่มที่เรามักจะเจอในแต่ละวัน อาทิเช่น

สังคมวงไพ่ ใครว่ากลุ่มวงไพ่จะไม่มีการเม้าท์หรือนินทา สังคมนี้เป็นการใช้สมองแต่ปากก็เที่ยวเม้าท์และนินทาคนอื่นไปเรื่อย ยิ่งอยู่ด้วยกันทั้งวันอย่างนั้นแล้ว บางทีก็นินทากันเอง สังคมในกลุ่มวงไพ่แบบนี้ พวกเขาจะมีเรื่องเม้าท์ชาวบ้านทุกวัน และใครๆก็จะมาโดนเม้าท์โดนต่อว่าหรือใส่ไฟมากที่สุด

สังคมโรงงาน เป็นสังคมที่ขาดไม่ได้กับการนินทาว่าหรือให้ร้ายผู้อื่น เรียกว่าสังคมโรงงานเหล่านี้มีทุกเรื่องครบรสเช่นกัน อาทิเช่น ใส่ความ อิจฉา เห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ และยิ่งสังคมโรงานขึ้นชื่อสุดก็ในเรื่องของการเป็นชู้กัน เพราะบุคคลเหล่านั้นเจอกันที่ทำงานทุกวัน และคิดว่าคงไม่มีใครรู้หรือคนที่บ้านไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอน จึงกระทำเรื่องที่ผิดได้อย่างง่าย ส่วนใหญ่คนในสังคมโรงงานนั้นจะเป็นเด็กที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ดังนั้นการที่พวกเขาจะไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีนั้นก็คงเป็นไปได้ยากเช่นกัน และยิ่งพวกที่มีอายุน้อยในสมัยนี้ก็เป็นคนที่ไม่

 

สนใจในสัจจะธรรมเลยสักนิด ทำให้เรียกว่าเอาใจตัวเองเป็นหลักขาดความยั้งคิดและขาดสติในการคิด จึงทำให้เป็นต้นเหตุในเรื่องของการนินทา และสังคมโรงงานเหล่านี้ก็มีเรื่องนินทาเยอะกว่าสังคมอื่นๆที่เราเคยเจอมาอีกด้วย

 

พระสีกานัวกันคากุฏิถูกจับฉี่สีม่วง

จากข่าวที่สำนักข่าวกระปุกดอทคอมรายงานเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2562

เรื่องของตำรวจบุกเข้าไปจับกุมพระที่มั่วสุมเสพยาเสพติด และในวันที่ไปจับกุมนั้นก็ได้พบกับผู้หญิงอยู่ในกุฏิของพระด้วย

เมื่อมีการสอบปากคำกันพบว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นแฟนของพระ คบหากันมานานกว่า 3 ปีแล้ว โดยรู้จักกันผ่านทาง facebook  และทางผู้หญิงก็ได้มานอนพักพร้อมกับเสพยาร่วมกันกับพระที่กุฏินี้มานานกว่า 2 อาทิตย์แล้วเหตุเกิดที่วัดในจังหวัดหนองบัวลำภู เพราะมีชาวบ้านไปแจ้งกับฝ่ายปกครองจังหวัดว่า ทุกคืนจะมีวัยรุ่นขับรถเข้าออกวัดตลอดทั้งคืน เลยสงสัยว่าจะมีการรวมตัวกันทำความผิด เมื่อมาการแจ้งเรื่องทางเจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาตรวจสอบแล้วก็พบว่ามีการทำความผิดจริง จึงมีการจับพระศึกและมีการดำเนินคดีกับพระและสีกาทีอยู่ด้วยกันเพราะมีการตรวจพบปัสสาวะสีม่วงทั้งคู่ 

จริงๆแล้วปัญหาพระมั่วสีกา เสพยาบ้า มีมานานมากแล้ว

แต่ปราบไม่เคยหมดสักที บางครั้งเป็นข่าวแต่บางครั้งก็ไม่เป็นข่าว อันที่จริงวัดถือเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรไปประพฤติตัวไม่ดีในวัด ทั้งตัวพระเองที่ยังตัดขาดจากทางโลกไม่ได้ ยังมีการเล่นทั้งเฟส จีบผู้หญิง มั่วสุมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และทางผู้หญิงเองก็ไม่มีความเกรงกลัวในบาปกรรม สามารถมานอนกับพระในวัดได้ แทนที่จะคิดได้ แต่อ้างว่าเพราะความรักจึงตัดสินใจทำเช่นนี้  คำกล่าวอ้างนี้ เป็นคำกล่าวอ้างของคนเห็นแก่ตัว ไม่มีความคิด ไม่มีความเกรงกลัวในบาปกรรม เราจะหาทางกำจัดพวกมารสังคม มารศาสนา เหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อผู้ทำความผิดทั้งชายและหญิงพร้อมใจกันในการกระทำความผิด หากไม่มีใครเห็นแล้วนำเรื่องมาเปิดเผย คนเหล่านี้ ก็จะยังคงอาศัยวัดเป็นที่ทำความผิด เป็นที่นอน และอาศัยความใจดีของคนไปทำบุญ ตักบาตร เขาพวกเขามีเงินใช้นำมาซื้อยาเสพติดได้อีกด้วย 

          ดังนั้นถ้าต้องการให้สังคมไทย น่าอยู่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ว่ามีใครที่ทำตัวน่าสงสัยหรือไม่ มีใครที่เหมือนจะทำตัวเป็นมารศาสนา อาศัยความศรัทธาของชาวบ้านมาทำความผิดหรือไม่ ถ้าหากพบเห็นคนทำความผิดแล้วปล่อยไปเฉยๆประเทศชาติและศาสนาพุทธ คงตกต่ำเข้าสักวัน ถ้าหากอยากให้สังคมไทยของเราปลอดยาเสพติด หากมีเบาะแสควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ผู้กระทำผิดทำความผิดต่อไป

อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เราไม่ควรยุ่ง ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรงของชาติ พวกเราต้องช่วยกันให้ยาเสพติดหมดไปจากประเทศของเรา เพื่อลุกหลานเราในอนาคต 

ใครเคยรู้จักกับ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง บ้าง?

     ประเทศไทยมีประเพณีที่สืบต่อกันมาช้านาน หลายประเพณีด้วยกัน บางประเพณีก็ยังนิยมปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำ แต่บางประเพณีก็จะเริ่มจะศูนย์หายตามกาลเวลา

วันนี้จะมาพูดถึงประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง ซึ่งประเพณีนี้หลายพื้นที่คงไม่ทราบว่ามี เพราะส่วนใหญ่ จะเป็นการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ตักบาตรดอกไม้ แต่สำหรับประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งนั้นไม่ค่อยจะเคยได้ยิน แต่ประเพณีนี้ก็ยังมีบางจังหวัดที่จัดกิจกรรม ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีลักษณะของการใส่บาตรเหมือนกัน แต่อาจจะมีวิธีการบางอย่างที่เพิ่มเข้ามา ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

การตักบาตรน้ำผึ้งนั้นจะมีขึ้นทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 โดยประเพณีเก่าแก่นี้เป็นประเพณีสำคัญของชาวไทยเชื้อสายมอญ

ขั้นตอนการใส่บาตรน้ำผึ้งไม่ได้ยุ่งยากอะไร วิธีการก็เหมือนการตักบาตรข้าวสาร –  อาหารแห้ง โดยเมื่อถึงวันตักบาตร ทุกคนในหมู่บ้านก็จะมารวมตัวกันที่วัด โดยนำกับข้าว ขนมคาว-หวาน และที่ขาดไม่ได้เลยคือน้ำผึ้งที่จะต้องเตรียมมาเป็นตัวเอกของงานในวันนี้ โดยในงานทางวัดจะเตรียมบาตรไว้ 2 ชุดตั้งไว้คู่กันโดยชุดแรกสำหรับเอาไว้ใส่ข้าวและกับข้าว ส่วนอีกชุดสำหรับใส่น้ำผึ้ง แต่โบราณมาการตักบาตรน้ำผึ้งคือการเทน้ำผึ้งลงไปในบาตรเลย โดยจะมีผ้าเช็คหน้ารองไว้ใต้บาตร แต่ ณ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนขั้นตอนจากแทนที่ จะลงน้ำผึ้งลงบาตรเลยก็เปลี่ยนมาเป็นนำน้ำผึ้งใส่ภาชนะ เช่น ขวด แล้วนำทั้งขวดใส่ลงบาตรทำให้ไม่เกิดการหกเลอะเทอะ 

      โดยประวัติความเป็นมาของการตักบาตรน้ำผึ้งนี้มาจาก

ตำนานในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้าว่า มีพระรูปหนึ่งไม่อาพาธ อยากจะได้น้ำผึ้งมาผสมทำยาเพื่อรักษาโรค จึงไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านหนึ่ง มีชาวบ้านคนหนึ่งมีฐานะยากจนได้มีจิตศรัทธาอย่างมากที่จะถวายน้ำผึ้ง จึงเกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นคือน้ำผึ้งที่เทถวายไปมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนล้นบาตร

ตอนนั้นมีหญิงชาวบ้านอยู่ใกล้ๆ นางมีอาชีพทอผ้าเห็นว่าน้ำผึ้งล้นบาตร นางจึงนำผ้าที่ทอมาซับบาตรให้แล้วอธิฐานขอให้เกิดมาชาติหน้าเป็นคนสวยและรายทรัพย์ส่วนชายทีถวายน้ำผึ้งก็อธิฐานของให้ร่ำรวยมีกินมีใช้ แล้วเมื่อชายหญิงสองคนนั้นกลับมาเกิดใหม่ผู้ชายได้เกิดเป็นพระราชา ผู้หญิงได้เกิดเป็นลูกสาวของพระราชาของอีกเมืองหนึ่งและมีรูปโฉมงดงามมาก นี่คือตำนานความเชื่อที่มีการตักบาตรน้ำผึ้งต่อๆกันมา เพราะเชื่อกันว่าการถวายน้ำผึ้งแด่พระสงฆ์จะได้บุญมากและจะร่ำรวยเงินทองทั้งชาตินี้และชาติหน้า 

ประเพณีนี้ยังคงมีให้เห็นในปัจจุบัน เช่นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี  อยุธยา ลพบุรี สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา

เคยไปกันไหม ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ของจังหวัดสระบุรี     

 สำหรับคนสระบุรีแล้ว ประเพณีงานบุญที่สำคัญอีกประเพณีหนึ่งคือ ประเพณีตักบาตรดอกไม้

 

ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำของทุกปี โดยถือเอาวันเข้าพรรษา คือ แรม 1 ค่ำเดือน 8 เป็นวันตักบาตรรดอกไม้ สำหรับปี 62 งานจัดช่วง วันที่ 15 – 17 กรกฎาคม 2562 ทีผ่านมา  โดยจัดที่ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อยู่ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี 

 

ขั้นตอนการตักบาตรดอกไม้นั้นจะเริ่มตั้งแต่

ช่วงเช้าชาวบ้านจะไปรวมตัวกันที่วัดเพื่อตักบาตรขนมหวานและอาหารก่อน พร้อมกับถวายเทียนพรรษา หลังจากนั้นก็จะพากันไปเก็บดอกไม้เพื่อนำมาใส่บาตรในช่วงบ่าย ดอกไม้ชนิดนี้มีลักษณะของลำต้นเหมือนกับต้นขมิ้นหรือกระชาย  ขมิ้น สีของดอกเข้าพรรษาจะมีทั้งสีเหลือง   สีขาว และสีม่วง ซึ่งดอกสีม่วงจะเป็นดอกที่หายากมากที่สุด และตามความเชื่อว่ากันว่า ถ้าใครหาดอกเข้าพรรษาสีม่วงมาใส่บาตรได้จะได้บุญมากที่สุด 

ดอกไม้ชนิดนี้จะขึ้นเฉพาะช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่าดอกอกพรรษา และที่สำคัญดอกไม้ชนิดนี้จะขึ้นตามไหล่เข้าเฉพาะเขาในเขตอำเภอพระพุทธบาทเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งเราสามารถเก็บดอกเข้าพรรษาได้ที่ เขาพุ  เขาสุวรรณบรรพต และเทือกเขาวง การตักบาตรดอกไม้ขั้นตอนเหมือนกับตักบาตรอาหารเลย

 

พระสงค์เดินตามกันและประชาชนยืนสองฝั่งถนนเพื่อรอใส่บาตร

หลังจากเสร็จขั้นตอนการตักบาตรแล้ว พระสงค์จะนำดอกไม้ที่ชาวบ้านนำมาใส่บาตรไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ซึ่งในช่วงที่พระสงค์เดินขั้นบันไดไปนั้น ชาวบ้านจะน้ำลอยดอกพิกุลมานั่งคอยล้างเท้าให้พระตรงบันไดทางขึ้น เพราะเชื่อว่าเป็นการชำระล้างบาปที่เคยทำมา ซึ่งหลังจากที่พระสงค์ถวายดอกไม้เสร็จแล้วก็จะพากันเข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์

ประเพณีการตักบาตรดอกไม้นี้มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม

ตามความเชื่อที่ว่า พระเจ้าพิมพิสาร เป็นคนชอบดอกมะลิมากจึงให้คนสวนที่ชื่อว่ามาลาเก็บดอกมะลิมาให้ทุกวันวันละ 8 กำ อยู่มาวันหนึ่งขณะที่นายมาลากำลังเก็บดอกมะลิ ได้เห็นพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุเดินผ่านมา ด้วยความเลื่อมใสจึงนำดอกไม้ที่กำลังถวายให้กับพระ ทำให้ไม่มีดอกไม้ไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร เมือพระเจ้าพิมพิสารรู้เรืองก็ไม่ได้ลงโทษ แต่มอบรางวัลให้แทนเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์นั้น ทำให้มีชาวบ้านต่างพากันนำดอกไม้มาตักบาตร เพื่อหวังรับผลบุญ

         ประเพณีตักบาตรดอกไม้เดิมจัดเพียงแค่วันเดี่ยว แต่เนื่องจากมีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก จึงมีการเพิ่มเป็น 3 วันและให้ตัดบาตรวันละ 2 รอบ โดยรอบเช้า 10.00 น. และรอบบ่าย 15.00 น.