ผู้ขายยาม้าคนแรก

ผู้นำยาม้าเข้าประเทศไทยคนแรก

ยาม้า หรือ ยาบ้าในปัจจุบันได้ถือกำเนิดมาจากคนไทยที่ทำการผลิตขึ้นมา คือนางสาวกัลยาณี  อร่ามเวชอนันต์ โดยการได้ส่งลูกชายของคนไปเรียนวิชาเคมีที่ไต้หวัน เมื่อลูกสำเร็จกลับมาได้มาทำยาม้าจำหน่าย และได้มีโรงงานของตัวเองอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี และได้ถูกจับกุมขึ้น และต่อมาไม่นานยาม้าก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นยาบ้า และบรรดาลูกน้องที่รวมทำการผลิตก็ได้รู้สูตรการผลิตยาม้าชนิดนี้อยู่แล้วบางคนได้หนีไปอยู่แถบบริเวณเพื่อนบ้าน อย่างพม่าและได้ไปอาศัยชนกลุ่มน้อยของพวกว้าแดง หรือขุนส่าจึงเห็นว่าการขายยาม้านั้นดี

จึงทำการขอสูตรเมื่อไม่ได้จึงเกิดการบังคับเกิดขึ้น และการผลิตก็เกิดขึ้นในแถบพม่า และส่งเข้ามาที่ประเทศอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วโดยใช้ช่องทางภาคเหนือในจังหวัดเชียงรายของไทยลำเลียงเข้ามา และทหารก็สามารถดักจับได้ในฝั่งไทย แต่ก็ไม่สามารถข้ามไปจับยังประเทศพม่าได้ ทั้งๆที่เห็นโรงงานผลิตยาแบบเคลื่อนที่ได้ของพวกชนกลุ่มน้อย ที่ได้แตกตัวในการผลิตยาเป็นหลายๆที่ และได้มีการจ่ายส่วยให้แก่ทหารพม่าบางมีรายได้ถึง 150000บาทต่อเดือน เพื่อที่จะได้ผลิตยาม้าจำหน่ายออกมาขายได้

แหล่งพักยาม้า

การกำเนิดยาม้าไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นฝีมือคนไทย ที่นำความเดือดร้อนมาสู่ประเทศไทยจนทุกวันนี้ และเมื่อสูตรของยาม้าได้ตกอยู่ในมือของพวกพม่าว้าแดง หรือพวกลูกน้องของขุนรผลิตลำเลียงเข้ามาทางจังหวัดเชียงราย แส่าแล้ว ก็ได้ทำกาละได้มีการพักยาในหมูบ้านอีก้อ ผาฮี้ ในอำเภอ แม่สายเมื่อทางการสงสัยว่าทำไมชาวบ้านในแถบนี้บางคนรวยผิดปกติ ทางผู้ใหญ่บ้านก็ได้บอกกับทางเจ้าหน้าที่ว่า ที่มีเงินนั้นได้จากการปลูกกาแฟ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถตรวจค้นได้ จึงทำให้การลำเลียงยาม้า หรือยาบ้าเข้ามาเกลื่อนกลาดในประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้

หลายๆคนอาจเข้าใจผิดว่ายาม้า หรือ ยาบ้ามีต้นกำเนิดมาจากพม่า ที่ไหนได้เกิดจากคนไทยนี่เอง และไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกที่ผลิตยาบ้าของชนกลุ่มน้อยมีการสั่งห้ามให้ลูกน้องของตนนั้นเสพยาบ้าโดยเด็ดขาดถ้าฝ่าฝืนกฎจะมีโทษร้ายแรงถึงขั้นยิงเป้าเลยทีเดียว เพราะในยาบ้านั้นมีสารช่วยกระคุ้นให้เกิดความกระปี้กระเป่า และอาจจะทำให้เกิดภาพหลอนด้วยก็ได้อย่างทุกวันนี้มีข่าวออกมามากมายเกี่ยวกับผู้เสพยาม้า และคนไทยก็ยังหาซื้อเพื่อที่จะนำมาเสพ จึงต้องตกเปนเหยื่อของพวกพม่าว้าแดงต่อไป

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

เรื่องเกี่ยวกับศาลพระภูมิ

ศาลพระภูมิ

ศาลพระภูมิ เป็นศาลที่เจ้าของที่ทำการสร้างขึ้นมายึดมาอยู่มีการตั้งศเหนี่ยวจิตใจ ว่าเมื่อาลพระภูมิแล้ว จะทำให้บ้านที่เข้านี้ อยู่เย็นเป็นสุขมีเทวาอารักษ์มาปกปักรักษาให้ครอบครัวตัวเองนั้นสุขสบายมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ศาลพระภูมิจะเป็นเสาต้นเดียวทรงสูง มีหลายสีสันให้เลือกซื้อ การตั้งศาลพระภูมินั้น เจ้าของบ้านจะต้องมีการดูวันที่เหมาะสมในการตั้งและจะต้องเตรียมของที่จะใช้ไว้ให้พร้อม ก่อนวันทำพิธีการตั้งศาลหนึ่งวัน

ของใช้ในการตั้งศาลพระภูมิ

ของที่จะต้องเตรียมทำพิธีมี พานดอกไม้ พวงมาลัย ธูป เทียน เงิน 99 บาท ผ้าขาว เหล้าบุหรี่ ทั้งหมดนี้ใส่พานครูและเจ้าของบ้านจะต้องเตรียมของใส่ในหลุม แต่ในปัจจุบันได้มีการทำฐานขึ้นมาในการลองศาลพระภูมิแล้ว และสิ่งที่เจ้าของบ้านจะต้องเตรียมใส่ใต้ฐานศาลพระภูมิมี แก้ว แหวน เงินทอง ไม้มงคลเก้าอย่าง ดอกบานไม่รู้โรย ดอกพุทธรักษา อย่างละเก้าดอก เหรียญเงิน เหรียญทองอย่างละเก้าเหรียญ และใบนางคุ้ม ใบนางกวัก ใบเงิน ใบทอง ใบนาค ใบมะยม ใบรัก ใบกาหลง อย่างละเก้าใบและต้องเตรียมแผ่นโลหะที่เป็นเงิน นาค ทองไว้ เขียนชื่อเจ้าของบ้านลงไปใส่ใต้ศาลพระภูมิ ถ้าเป็นการขุดหลุมก็ใส่ไปในก้อนหลุมแล้วจึงทำการกลบดินโดยใช้มือกลบแล้วกดให้แน่น ห้ามใช้เท้าโดยเด็ดขาด

ของตกแต่งเมื่อตั้งศาลพระภูมิ

เมื่อทำการตั้งศาลพระภูมิเสร็จแล้วผู้ทำพิธีจะเอาของที่เราเตรียมไว้มาวางบนศาลเพื่อตกแต่งและของที่ทุกศาลต้องมีและสำคัญที่สุดในการตั้งศาลพระภูมิ คือเจว็ดพระภูมิ และต้องมีม่านบังหน้าศาล ตุ๊กตา ชาย หญิง และก็มีตุ๊กตา ช้าง ม้า ซึ่งถือว่าเป็นบริวาร กะถางธูป เชิงเทียน แจกันดอกไม้ โอ่งน้ำสีเงิน สีทอง เจ้าของบ้านควรใส่เงินในโอ่งไว้ด้วย ต้นฉัตรเงิน ฉัตรทอง ต้นโพธิ์เงิน โพธิ์ทอง มาลัยเจ็ดสี สายสิญจน์ ผ้าขาว ผ้าแดง แป้งเจิม น้ำหอมกับน้ำอบ ข้าวตอก ดอกไม้ ถั่วงาและผ้าสามสีและผู้ทำพิธีจะจัดศาลพระภูมิให้สวยงานไว้ให้เรากราบไหว้ต่อไป

เครื่องใช้ในวันตั้งศาล

เครื่องเซ่นที่ต้องใช้นั้นเยอะมากเจ้าของบ้านควรไปสั่งจากร้านล่วงหน้า มีทั้งอาหารคาว อาหารหวาน อย่างหัวหมู ปลานึ่ง ปูนึ่ง กุ้งต้ม ไก่ต้ม เป็ดต้ม  มะพร้าวอ่อน ขนุน กล้วย ขนมถั่วงา ขนมถ้วยฟู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ไข่ต้ม ข้าวสวย น้ำเปล่าและน้ำชา พานหมากพลูและบุหรี่ หรือของที่บอกมานี่อาจจะไม่เหมือนกันในแต่ละท้องที่

การตั้งศาลพระภูมินั้นเป็นความเชื่อของคนไทย ว่าการปลูกบ้านต้องมีศาลพระภูมิอยู่ในบริเวณบ้านเพื่อคอยปกปักรักษาให้เราได้อยู่เย็นเป็นสุข

 

สนับสนุนโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

หวยกับความเชื่อของคนไทย

หวยนั้นเป็นการพนันที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน แต่เราก็ไม่สามารถระบุถึงที่มาที่ไปได้ว่า หวยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากไหนและเมื่อใด เนื่องจากไม่ได้มีใครมาบันทึกประวัติเอาไว้ แต่ว่ามันก็คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน และแน่นอนว่าหวยนั้นเป็นสิ่งเราต้องพึ่งพาอาศัยดวงอย่างเดียวเลยก็ว่าได้ เพราะหลักการในการแทงหวยก็ไม่ได้มีอะไรมาก

อยากที่จะซื้อเลขอะไรก็ซื้อๆกันไป เพราะว่าไม่มีอะไรมาบอกหรือคาดเดาล่วงหน้าได้ว่า เลขที่ออกนั้นจะออกเลขอะไร ดังนั้นวิธีการหาเลขจึงแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ว่าความถนัดของแต่ล่ะบุคคล บางคนชื่นชอบที่จะเอาความฝันมาตีเป็นเลข บางคนก็พึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางคนก็หาเลขจากสิ่งที่ผิดปกติเหนือธรรมชาติ และนี่ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการหาหวย ที่ปัจจุบันวิธีเหล่านี้ก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ แม้ว่าจะมีคนออกมาบอกว่าคนเหล่านี้งมงาย แต่ว่าก็ยังมีคนถูกล็อตตารี่รางวัลใหญ่จากวิธีการเหล่านี้อยู่

ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรมาการันตีว่าวิธีเหล่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผล เพราะทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล ทำให้ในยุคนี้ได้เกิดสำนักดังๆที่ให้เลขกับคนที่นิยมชมชอบวิธีการแบบนี้อยู่ ยกตัวอย่างที่เรารู้จักกัน ก็อย่าง หลวงพ่อปากแดง ซึ่งเป็นแหล่งให้หวยที่คนส่วนใหญ่ยกให้เป็นแหล่งที่น่าเชื่อถือพอสมควร และที่กำลังดังๆอย่างคำชะโนด ปัจจุบันได้มีคนแห่แหนเข้าไปสักการะบูชาพญานาคเพื่อขอพรให้ตนเองสมหวัง และหนึ่งในพรนั้นก็ไม่พ้นเรื่องของโชคลาภ ที่ตอนนี้ทำให้หน้าสถานที่คำชะโนดเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งแผงขายล็อตตารี่เต็มไปหมด

จนได้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญอีกที่หนึ่งของอุดรไปแล้ว ดังนั้นความเชื่อเหล่านี้จึงได้คู่กับการแทงหวย มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน ย่อมมีเรื่องของตัวเลขเข้ามาเป็นส่วนเกี่ยวข้องเสมอ และอีกแหล่งที่เรียกได้ว่าใครที่เคยเล่นหวยย่อมใช้บริการกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือหนังสือทำนายฝัน หนังสือทำนายฝันถือว่าเป็นแหล่งแรกๆที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันในการตีตัวเลข เนื่องจากจะบอกเหตุที่เกี่ยวกับฝันแล้ว ในตอนท้ายของการทำนายยังได้ บอกแนวทางของตัวเลขให้คุณได้เลือกแทงอีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ฝันแม่นๆ แล้วล่ะก็ หนังสือทำนายฝันถือเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ขาดไม่ได้

แม้ว่าหลายๆคนหวังพึ่งพาหวย เพื่อให้ตนเองมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่อย่างน้อยคุณก็ควรที่จะประมาณตนเอง ให้หวยเป็นแหล่งทำเงินกับคุณแต่อย่าให้หวยพาคุณล่มจม เพราะเงินที่เสียไปจากการแทงทุกงวดนั้นกว่าจะถูกแต่ล่ะทีก็ไม่ได้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ดังนั้นก็ควรเล่นอย่างมีสติ เพื่อให้ตนเองและครอบครัวไม่ต้องเดือดร้อน เพราะการพนันไม่ได้ทำให้ใครรวย เพราะคนที่รวยคือเจ้ามือ ดังนั้นใครที่ติดหวยอย่างง่อมแงม เลิกได้ก็ควรเลิกหรือถ้าเลิกไม่ได้ก็ควรเล่นอย่างมีสติ เพราะไม่เช่นคุณอาจจะติดหนี้หัวโตจนชีวิตอาจจะพังพินาจได้

 

สนับสนุนโดย  alpha88

ต่างกันไหมระหว่างโยนเหรียญเสี่ยงทายกับสร้างคอนโด

   สำหรับความหมายของการพนันนั้น หมายถึง การคาดเดา หรือทำนาย หรือทาย หรือคิดว่าส่งเหล่านั้นน่าจะเป็นอย่างไรนั้น แล้วเสี่ยงวางเงินเพื่อทำการเดิมพันเพื่อให้ได้เงินมา หรือได้สิ่งตอบแทนมา เช่น การเล่นโยนเหรียญแล้วมีการวางเดิมพันกันว่าคนที่เดาถูกจะได้เงินรางวัลไป หรือของรางวัลนั้นอาจเป็นสิ่งของเช่น รถยนต์ หรือสร้อยทอง หรือนาฬิกา ก็ได้

          ส่วนการลงทุนนั้นคือ การที่เรานำทรัพยากรที่เรามีอยู่ไปใช้ในการลงทุนเพื่อให้ได้ผลกำไรกลับมา ซึ่งนักลงทุนที่ดีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจสิ่งที่จะลงทุน เพื่อให้การลงทุนไม่สูญเปล่า เช่น นักธุรกิจที่จะลงทุนสร้างคอนโดขาย เขาจะต้องทราบทิศทางของลูกค้าว่ามีแนวโน้มชอบคอนโดแบบไหน และแถวไหนที่สร้างคอนโดแล้วจะขายได้หมดและมีกำไร

          สำหรับการลงทุนในปัจจุบันนี้ผู้ลงทุนต้องมีเงินสำรองอย่างมหาศาลเตรียมพร้อมที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บางครั้งเงินก้อนใหญ่ที่นำไปลงทุนอาจจะเสียเปล่าเพราะพิษเศรษฐกิจ หลายคนที่นำเงินที่เก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตมาลงทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจ ต้องมาล้มเหลวเสียเงินหมดเนื้อหมดตัว ซึ่งไม่ต่างกับการพนันที่เหล่านักพนันทั้งหลาย นำเงินที่มีเพียงน้อยนิดมาวางเดิมพันเพื่อหวังจะให้เงินที่มีอยู่น้อยนิดนั้นงอกเงิน บางคนดวงดีจากเงินลงทุนเพียง 1000 บาทและจะพลิกกลับให้ชีวิตเปลี่ยนกลายเป็นเงินแสนเงินล้านบาทก็ได้

แต่บางครั้งหากนักลงทุนดวงตก จากเงินแสนเงินล้านอาจพลิกกลับมาเหลือเป็นเงินพันบาทก็ได้  ซึ่งหากเป็นการลงทุนแบบการพนันคุณไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า ผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร แต่เนื่องจากการพนันนั้นมีความเสี่ยง ต้องลุ้น จึงทำให้หลายๆคนยอมที่จะเสี่ยงนำเงินที่มีอยู่มาเล่นพนัน โดยหวังหาความสนุก ล้นให้หัวใจกระชุ่มกระชวย

และหวังลาภลอยอาจได้เงินก้อนโตมาใช้เล่น แต่สำหรับบางคนแล้ว ความหวังอันสูงสุดของการเล่นพนันคือการต้องการนำเงินที่เล่นได้มาใช้ ซึ่งกลุ่มผู้เล่นกลุ่มนี้จะมีความคาดหวังสูง บางคนเล่นได้แล้วเกิดติดใจนำเงินกำไรที่ได้จากการพนันมาเล่นต่อ ซึ่งบางครั้งอาจได้เงินมาต่อยอดเพิ่มแต่บางครั้ง เงินกำไรที่ได้มากลับหายไปแทนที่จะมีเหลือไว้ใช้

          สำหรับคุณผู้อ่านต้องการจะเป็นนักลงทุนหรือนักพนันก็สามารถเลือกเองได้ การพนันเมื่อเล่นแล้วได้ก็จะติดใจอยากเล่นอีกเพื่อให้ได้เพิ่มมากอีก แต่ถ้าเล่นเสียก็จะอยากเอาคืนโดยมีความคาดหวังว่าตาหน้าต้องเป็นของเรา 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร gclub slot ไม่มีขั้นต่ำ

ข่าวที่กำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับป้ามหาภัย

ป้ามหาภัยหลอกเรียกรถแท็กซี่แล้วยืมเงินไปซื้อของหลังจากนั้นเชิดเงินหนี

กำลังเป็นที่โจษจันกันเป็นอย่างมากถึงคุณป้ามหาภัยคนหนึ่งที่แท็กซี่ทั้งหลายต่างก็พยายามตามหาตัวเพราะมีเรื่องเล่ากันว่ามีป้าคนหนึ่งมักจะเรียกโบกแท็กซี่จากที่หนึ่งให้ไปส่งอีกที่หนึ่งซึ่งส่วนใหญ่มักจะเจอกันว่าบอกที่โบ๊เบ๊ทาวเวอร์แล้วให้ไปส่งที่เซ็นทรัลปิ่นเก้าโดยส่วนใหญ่คุณป้าจะให้ไปส่งที่ฉันจีหลังจากนั้นคุณป้าจะบอกให้แท็กซี่รอ

โดยบอกว่าจะขอเข้าไปซื้อของแป๊บเดียวเดี๋ยวออกมาซึ่งคุณป้าจะทำทีขอยืมเงินแท็กซี่เลยบอกว่าเดี๋ยวจะกดกลับเมื่อคืนให้ซึ่งเงินส่วนใหญ่มักทีมแท็กซี่อยู่ที่ประมาณ 1400 บาทและเมื่อแท็กซี่รอก็ไม่พบว่าป้ามหาภัยจะกลับมาจริงๆ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ได้มีแท็กซี่ที่เสียหายที่โดนป้ามหาภัยคนเดียวกันหรอกเป็นจำนวนมากทุกคนจึงรวมตัวกันไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพราะต้องการจับคนร้ายมาลงโทษให้ได้

เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นแก๊งค์มิจฉาชีพ เพราะได้กระทำกับแท็กซี่หลายคนซึ่งแท็กซี่ก็มีรูปภาพที่เผยโฉมหน้าตาของป้ามหาภัยมาแชร์ให้โลกโซเชียลเห็นด้วยซึ่งห่างไปได้แค่เพียงสองวันก็สามารถจับกุมตัวป้ามหาภัยคนดังกล่าวได้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพบตัวป้ามหาภัยคนนี้ได้ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ซึ่งคุณป้าได้รับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริงโดยยอมรับว่าต้องการหาเงินเพื่อมาดูแลลูกเพราะว่าตัว เองไม่ได้มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่งก็ไม่มีเงินใช้จึงต้องมาทำอาชีพหลอกลวงคนเช่นนี้ซึ่งแท็กซี่ที่มีการแจ้งความเอาไวต่างก็พากันมาที่สถานีตำรวจเพราะต้องการมาดูโฉมหน้าป้ามหาภัยและอยากรู้เหตุผลว่าป้าทำไปทำไม

 เชื่อว่ายังมีแก๊งค์วิชาชีพอย่างป้าอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีงานทำจึงต้องออกมาหาเงินใช้ได้วิธีการที่ผิดกฎหมายเนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ผู้คนตกงานกันเป็นว่าเล่นช่วงนี้โจรขโมยจึงชุกชุมเป็นอย่างมาก ได้เชื่อเถอะว่าห้าเศรษฐกิจยังคงเป็นเช่นนี้คนที่มีอาชีพเหมือนป้ามหาภัยก็ยังมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยเรื่อย

ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อประชาชนทั้งประเทศรวมถึงประเทศชาติอีกด้วยแต่เราคงต้องมาคอยดูกันว่ารัฐบาลจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาคนตกงานได้อย่างไรเพื่อให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าต่อไปดังนั้นในช่วงนี้จึงควรเก็บเงินไว้ให้มากไม่ใช้จ่ายพรุ่งเฟือยและไม่เชื่อใครง่ายง่ายเพราะการวิชาชีพคงจะหาทางทุกรูปแบบเพื่อจะนำเงินของเราไปใช้         

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  ole777

ข่าวเกี่ยวกับไอ้เคี่ยมออกอาละวาด

จากการเก็บข้อมูล ได้ข้อมูลมาว่า นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 เป็นต้นมามีจระเข้น้ำกร่อยแวะเวียนเข้ามาวนเวียนอยู่ตามแนวชายหาดวันดอร์ที่พวกมันถือว่าเสมือนเป็นแหล่งอาหารประจำของมันเอง 

     กฎหมายว่าด้วยการห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติที่มีบทลงโทษสูงสุดถึงเจ็ดปีทำให้จระเข้เรานั้นนอกจากการล่าถลกหนังจนกลายมาเป็นฆาตกรตัวฉกาจของมนุษย์ผู้อาศัยอยู่โดยบริเวณรอบรอบหาดวันดอร์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไว้ตอนหนึ่งว่า 

“ จะนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1970 ที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกกฏหมายห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติจระเข้ไวร้ายเหล่านั้นได้พากันปรากฏตัวให้พวกชาวบ้านเห็นทั้งในห้วย หนอง คลอง บึง ก่อให้เกิดความหวัดกลัวว่าพวกมันจะเข้ามาคาบสัตว์เลี้ยงแล้วลามมาถึงชาวบ้านไปกิน

สาเหตุของการที่กลุ่มประเทศในอุษาคเนย์ อินเดียตะวันออกกลับออสเตรเลียเหนือออกกฏหมายห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติมีการระวังโทษสูงเนื่องมาจากมีการล่าล้างเผ่าพันธุ์จระเข้ในธรรมชาติทั้งถลกหนังมาฟอเอาเนื้อมาขายโดยเฉพาะในอินเดียจระเข้ปากกระทุงเหวหวิด สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้วหากไม่ออกกฏหมายดังกล่าว 

      รัฐบาลอินเดียออกกฏหมายห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติเพื่อปกป้องจระเข้น้ำกร่อยโดยตระหนักว่าหากไม่มีกฎหมายดังกล่าวจระเข้จะสูญพันธุ์ในไม่ช้านอกจากจะออกกฏหมายมีโทษจำคุกสูงสุดถึงเจ็ดปีแล้วยังส่งเสริมให้ทางสวนสัตว์ฮัทโดในพอร์ตแบลร์ จะได้ให้เพาะเลี้ยงจระเข้น้ำกร่อยและน้ำลูกจระเข้ไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อขยายพันธุ์ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับทางการไม่จบสิ้นทางกรมป่าไม้แห่งชาติของอินเดียระบุว่าตั้งแต่ปีค.ศ. 2014

มีรายงานเกี่ยวกับจระเข้ทำร้ายมนุษย์หกรายกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศอินเดียประมาณการว่าในปีค.ศ. 2016

มีนักท่องเที่ยวพากันมาท่องเที่ยวในจุดที่เสี่ยงกับการโจมตีของจระเข้ประมาณ 430,000 คนทั้งยังเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 คนในปีค.ศ. 2017 นั่นหมายถึงอันตรายที่จะเกิดกับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะสูงขึ้นตามไปด้วย

เพราะจระเข้น้ำกร่อยสายพันธุ์แบบนี้เสมือนเป็นมหาวายร้ายดุร้ายชอบกินคน จนทำให้เป็นเหตุการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังให้ดี

สังคมโรงงานชั่งน่าเบื่อ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สังคมน่าเบื่อ

              สังคมในโรงงานที่เรามักจะเจอนั้นเป็นสังคมที่มีพฤติกรรมของการนินทาเก่งเป็นที่หนึ่ง

 ในความคิดส่วนตัวของเรา เราก็อยากทราบเหมือนกันนะว่าพวกเขาทำไมถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น 

จากที่เราเคยสัมผัสบุคคลเหล่านี้มา พบว่าในทุกๆเช้าของวันทำงานพวกเขาจะเริ่มคุยกันด้วยการเม้าท์มอย บางคนก็แทบจะไม่เอ่ยถามสวัสดีในตอนเช้ากันด้วยซ้ำ หรือไม่มีการถามไถ่สาระทุกข์ของอีกฝ่ายเลยแหละ แต่พอเจอหน้ากันก็มีการเม้าท์มอยกันในเรื่องของคนอื่นเลย ทำให้เรารู้ว่าในสังคมที่เป็นแบบนี้ไม่ว่าจะในโรงงานหรือที่ไหนๆเราก็จะเจอคนพวกนี้เยอะเป็นที่สุด

บางคนเห็นวันทั้งวันเอาแต่นินทากัน ไม่ยอมทำงานทำการเผลอคือต้องนินทา สังคมประเภทนี้ไม่ว่าจะที่ไหนๆก็คงเจอเหมือนกับที่เราได้เจออยู่ทุกวัน หากเราทำตัวเด่นเกินไปก็มีแต่คนนินทา เด่นในณะที่นี้ก็คืองานหรือนิสัยที่แตกต่างบุคคลอื่นโดยรวม ทำให้จะมีคนเอาไปนินทาให้ร้าย ดังนั้นการทำงานในกลุ่มที่ไม่ว่าจะเป็นสังคมของโรงงาน พนักงานอฟฟิต หรือแม้แต่สังคมแม่บ้าน ก็จะโดนนินทาได้ทุกเมื่อ

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

คุณทราบหรือไม่ว่ากลุ่มที่นินทาเหล่านี้ พวกเขามักจะมีอยู่ในทุกๆกลุ่มที่เรามักจะเจอในแต่ละวัน อาทิเช่น

สังคมวงไพ่ ใครว่ากลุ่มวงไพ่จะไม่มีการเม้าท์หรือนินทา สังคมนี้เป็นการใช้สมองแต่ปากก็เที่ยวเม้าท์และนินทาคนอื่นไปเรื่อย ยิ่งอยู่ด้วยกันทั้งวันอย่างนั้นแล้ว บางทีก็นินทากันเอง สังคมในกลุ่มวงไพ่แบบนี้ พวกเขาจะมีเรื่องเม้าท์ชาวบ้านทุกวัน และใครๆก็จะมาโดนเม้าท์โดนต่อว่าหรือใส่ไฟมากที่สุด

สังคมโรงงาน เป็นสังคมที่ขาดไม่ได้กับการนินทาว่าหรือให้ร้ายผู้อื่น เรียกว่าสังคมโรงงานเหล่านี้มีทุกเรื่องครบรสเช่นกัน อาทิเช่น ใส่ความ อิจฉา เห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ และยิ่งสังคมโรงานขึ้นชื่อสุดก็ในเรื่องของการเป็นชู้กัน เพราะบุคคลเหล่านั้นเจอกันที่ทำงานทุกวัน และคิดว่าคงไม่มีใครรู้หรือคนที่บ้านไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอน จึงกระทำเรื่องที่ผิดได้อย่างง่าย ส่วนใหญ่คนในสังคมโรงงานนั้นจะเป็นเด็กที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ดังนั้นการที่พวกเขาจะไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีนั้นก็คงเป็นไปได้ยากเช่นกัน และยิ่งพวกที่มีอายุน้อยในสมัยนี้ก็เป็นคนที่ไม่

 

สนใจในสัจจะธรรมเลยสักนิด ทำให้เรียกว่าเอาใจตัวเองเป็นหลักขาดความยั้งคิดและขาดสติในการคิด จึงทำให้เป็นต้นเหตุในเรื่องของการนินทา และสังคมโรงงานเหล่านี้ก็มีเรื่องนินทาเยอะกว่าสังคมอื่นๆที่เราเคยเจอมาอีกด้วย

 

พระสีกานัวกันคากุฏิถูกจับฉี่สีม่วง

จากข่าวที่สำนักข่าวกระปุกดอทคอมรายงานเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2562

เรื่องของตำรวจบุกเข้าไปจับกุมพระที่มั่วสุมเสพยาเสพติด และในวันที่ไปจับกุมนั้นก็ได้พบกับผู้หญิงอยู่ในกุฏิของพระด้วย

เมื่อมีการสอบปากคำกันพบว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นแฟนของพระ คบหากันมานานกว่า 3 ปีแล้ว โดยรู้จักกันผ่านทาง facebook  และทางผู้หญิงก็ได้มานอนพักพร้อมกับเสพยาร่วมกันกับพระที่กุฏินี้มานานกว่า 2 อาทิตย์แล้วเหตุเกิดที่วัดในจังหวัดหนองบัวลำภู เพราะมีชาวบ้านไปแจ้งกับฝ่ายปกครองจังหวัดว่า ทุกคืนจะมีวัยรุ่นขับรถเข้าออกวัดตลอดทั้งคืน เลยสงสัยว่าจะมีการรวมตัวกันทำความผิด เมื่อมาการแจ้งเรื่องทางเจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาตรวจสอบแล้วก็พบว่ามีการทำความผิดจริง จึงมีการจับพระศึกและมีการดำเนินคดีกับพระและสีกาทีอยู่ด้วยกันเพราะมีการตรวจพบปัสสาวะสีม่วงทั้งคู่ 

จริงๆแล้วปัญหาพระมั่วสีกา เสพยาบ้า มีมานานมากแล้ว

แต่ปราบไม่เคยหมดสักที บางครั้งเป็นข่าวแต่บางครั้งก็ไม่เป็นข่าว อันที่จริงวัดถือเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรไปประพฤติตัวไม่ดีในวัด ทั้งตัวพระเองที่ยังตัดขาดจากทางโลกไม่ได้ ยังมีการเล่นทั้งเฟส จีบผู้หญิง มั่วสุมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และทางผู้หญิงเองก็ไม่มีความเกรงกลัวในบาปกรรม สามารถมานอนกับพระในวัดได้ แทนที่จะคิดได้ แต่อ้างว่าเพราะความรักจึงตัดสินใจทำเช่นนี้  คำกล่าวอ้างนี้ เป็นคำกล่าวอ้างของคนเห็นแก่ตัว ไม่มีความคิด ไม่มีความเกรงกลัวในบาปกรรม เราจะหาทางกำจัดพวกมารสังคม มารศาสนา เหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อผู้ทำความผิดทั้งชายและหญิงพร้อมใจกันในการกระทำความผิด หากไม่มีใครเห็นแล้วนำเรื่องมาเปิดเผย คนเหล่านี้ ก็จะยังคงอาศัยวัดเป็นที่ทำความผิด เป็นที่นอน และอาศัยความใจดีของคนไปทำบุญ ตักบาตร เขาพวกเขามีเงินใช้นำมาซื้อยาเสพติดได้อีกด้วย 

          ดังนั้นถ้าต้องการให้สังคมไทย น่าอยู่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ว่ามีใครที่ทำตัวน่าสงสัยหรือไม่ มีใครที่เหมือนจะทำตัวเป็นมารศาสนา อาศัยความศรัทธาของชาวบ้านมาทำความผิดหรือไม่ ถ้าหากพบเห็นคนทำความผิดแล้วปล่อยไปเฉยๆประเทศชาติและศาสนาพุทธ คงตกต่ำเข้าสักวัน ถ้าหากอยากให้สังคมไทยของเราปลอดยาเสพติด หากมีเบาะแสควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ผู้กระทำผิดทำความผิดต่อไป

อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เราไม่ควรยุ่ง ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรงของชาติ พวกเราต้องช่วยกันให้ยาเสพติดหมดไปจากประเทศของเรา เพื่อลุกหลานเราในอนาคต 

ใครเคยรู้จักกับ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง บ้าง?

     ประเทศไทยมีประเพณีที่สืบต่อกันมาช้านาน หลายประเพณีด้วยกัน บางประเพณีก็ยังนิยมปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำ แต่บางประเพณีก็จะเริ่มจะศูนย์หายตามกาลเวลา

วันนี้จะมาพูดถึงประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง ซึ่งประเพณีนี้หลายพื้นที่คงไม่ทราบว่ามี เพราะส่วนใหญ่ จะเป็นการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ตักบาตรดอกไม้ แต่สำหรับประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งนั้นไม่ค่อยจะเคยได้ยิน แต่ประเพณีนี้ก็ยังมีบางจังหวัดที่จัดกิจกรรม ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีลักษณะของการใส่บาตรเหมือนกัน แต่อาจจะมีวิธีการบางอย่างที่เพิ่มเข้ามา ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

การตักบาตรน้ำผึ้งนั้นจะมีขึ้นทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 โดยประเพณีเก่าแก่นี้เป็นประเพณีสำคัญของชาวไทยเชื้อสายมอญ

ขั้นตอนการใส่บาตรน้ำผึ้งไม่ได้ยุ่งยากอะไร วิธีการก็เหมือนการตักบาตรข้าวสาร –  อาหารแห้ง โดยเมื่อถึงวันตักบาตร ทุกคนในหมู่บ้านก็จะมารวมตัวกันที่วัด โดยนำกับข้าว ขนมคาว-หวาน และที่ขาดไม่ได้เลยคือน้ำผึ้งที่จะต้องเตรียมมาเป็นตัวเอกของงานในวันนี้ โดยในงานทางวัดจะเตรียมบาตรไว้ 2 ชุดตั้งไว้คู่กันโดยชุดแรกสำหรับเอาไว้ใส่ข้าวและกับข้าว ส่วนอีกชุดสำหรับใส่น้ำผึ้ง แต่โบราณมาการตักบาตรน้ำผึ้งคือการเทน้ำผึ้งลงไปในบาตรเลย โดยจะมีผ้าเช็คหน้ารองไว้ใต้บาตร แต่ ณ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนขั้นตอนจากแทนที่ จะลงน้ำผึ้งลงบาตรเลยก็เปลี่ยนมาเป็นนำน้ำผึ้งใส่ภาชนะ เช่น ขวด แล้วนำทั้งขวดใส่ลงบาตรทำให้ไม่เกิดการหกเลอะเทอะ 

      โดยประวัติความเป็นมาของการตักบาตรน้ำผึ้งนี้มาจาก

ตำนานในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้าว่า มีพระรูปหนึ่งไม่อาพาธ อยากจะได้น้ำผึ้งมาผสมทำยาเพื่อรักษาโรค จึงไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านหนึ่ง มีชาวบ้านคนหนึ่งมีฐานะยากจนได้มีจิตศรัทธาอย่างมากที่จะถวายน้ำผึ้ง จึงเกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นคือน้ำผึ้งที่เทถวายไปมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนล้นบาตร

ตอนนั้นมีหญิงชาวบ้านอยู่ใกล้ๆ นางมีอาชีพทอผ้าเห็นว่าน้ำผึ้งล้นบาตร นางจึงนำผ้าที่ทอมาซับบาตรให้แล้วอธิฐานขอให้เกิดมาชาติหน้าเป็นคนสวยและรายทรัพย์ส่วนชายทีถวายน้ำผึ้งก็อธิฐานของให้ร่ำรวยมีกินมีใช้ แล้วเมื่อชายหญิงสองคนนั้นกลับมาเกิดใหม่ผู้ชายได้เกิดเป็นพระราชา ผู้หญิงได้เกิดเป็นลูกสาวของพระราชาของอีกเมืองหนึ่งและมีรูปโฉมงดงามมาก นี่คือตำนานความเชื่อที่มีการตักบาตรน้ำผึ้งต่อๆกันมา เพราะเชื่อกันว่าการถวายน้ำผึ้งแด่พระสงฆ์จะได้บุญมากและจะร่ำรวยเงินทองทั้งชาตินี้และชาติหน้า 

ประเพณีนี้ยังคงมีให้เห็นในปัจจุบัน เช่นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี  อยุธยา ลพบุรี สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา

เคยไปกันไหม ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ของจังหวัดสระบุรี     

 สำหรับคนสระบุรีแล้ว ประเพณีงานบุญที่สำคัญอีกประเพณีหนึ่งคือ ประเพณีตักบาตรดอกไม้

 

ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำของทุกปี โดยถือเอาวันเข้าพรรษา คือ แรม 1 ค่ำเดือน 8 เป็นวันตักบาตรรดอกไม้ สำหรับปี 62 งานจัดช่วง วันที่ 15 – 17 กรกฎาคม 2562 ทีผ่านมา  โดยจัดที่ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อยู่ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี 

 

ขั้นตอนการตักบาตรดอกไม้นั้นจะเริ่มตั้งแต่

ช่วงเช้าชาวบ้านจะไปรวมตัวกันที่วัดเพื่อตักบาตรขนมหวานและอาหารก่อน พร้อมกับถวายเทียนพรรษา หลังจากนั้นก็จะพากันไปเก็บดอกไม้เพื่อนำมาใส่บาตรในช่วงบ่าย ดอกไม้ชนิดนี้มีลักษณะของลำต้นเหมือนกับต้นขมิ้นหรือกระชาย  ขมิ้น สีของดอกเข้าพรรษาจะมีทั้งสีเหลือง   สีขาว และสีม่วง ซึ่งดอกสีม่วงจะเป็นดอกที่หายากมากที่สุด และตามความเชื่อว่ากันว่า ถ้าใครหาดอกเข้าพรรษาสีม่วงมาใส่บาตรได้จะได้บุญมากที่สุด 

ดอกไม้ชนิดนี้จะขึ้นเฉพาะช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่าดอกอกพรรษา และที่สำคัญดอกไม้ชนิดนี้จะขึ้นตามไหล่เข้าเฉพาะเขาในเขตอำเภอพระพุทธบาทเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งเราสามารถเก็บดอกเข้าพรรษาได้ที่ เขาพุ  เขาสุวรรณบรรพต และเทือกเขาวง การตักบาตรดอกไม้ขั้นตอนเหมือนกับตักบาตรอาหารเลย

 

พระสงค์เดินตามกันและประชาชนยืนสองฝั่งถนนเพื่อรอใส่บาตร

หลังจากเสร็จขั้นตอนการตักบาตรแล้ว พระสงค์จะนำดอกไม้ที่ชาวบ้านนำมาใส่บาตรไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ซึ่งในช่วงที่พระสงค์เดินขั้นบันไดไปนั้น ชาวบ้านจะน้ำลอยดอกพิกุลมานั่งคอยล้างเท้าให้พระตรงบันไดทางขึ้น เพราะเชื่อว่าเป็นการชำระล้างบาปที่เคยทำมา ซึ่งหลังจากที่พระสงค์ถวายดอกไม้เสร็จแล้วก็จะพากันเข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์

ประเพณีการตักบาตรดอกไม้นี้มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม

ตามความเชื่อที่ว่า พระเจ้าพิมพิสาร เป็นคนชอบดอกมะลิมากจึงให้คนสวนที่ชื่อว่ามาลาเก็บดอกมะลิมาให้ทุกวันวันละ 8 กำ อยู่มาวันหนึ่งขณะที่นายมาลากำลังเก็บดอกมะลิ ได้เห็นพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุเดินผ่านมา ด้วยความเลื่อมใสจึงนำดอกไม้ที่กำลังถวายให้กับพระ ทำให้ไม่มีดอกไม้ไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร เมือพระเจ้าพิมพิสารรู้เรืองก็ไม่ได้ลงโทษ แต่มอบรางวัลให้แทนเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์นั้น ทำให้มีชาวบ้านต่างพากันนำดอกไม้มาตักบาตร เพื่อหวังรับผลบุญ

         ประเพณีตักบาตรดอกไม้เดิมจัดเพียงแค่วันเดี่ยว แต่เนื่องจากมีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก จึงมีการเพิ่มเป็น 3 วันและให้ตัดบาตรวันละ 2 รอบ โดยรอบเช้า 10.00 น. และรอบบ่าย 15.00 น.