หมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

ข่าวที่กำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับป้ามหาภัย

ป้ามหาภัยหลอกเรียกรถแท็กซี่แล้วยืมเงินไปซื้อของหลังจากนั้นเชิดเงินหนี

กำลังเป็นที่โจษจันกันเป็นอย่างมากถึงคุณป้ามหาภัยคนหนึ่งที่แท็กซี่ทั้งหลายต่างก็พยายามตามหาตัวเพราะมีเรื่องเล่ากันว่ามีป้าคนหนึ่งมักจะเรียกโบกแท็กซี่จากที่หนึ่งให้ไปส่งอีกที่หนึ่งซึ่งส่วนใหญ่มักจะเจอกันว่าบอกที่โบ๊เบ๊ทาวเวอร์แล้วให้ไปส่งที่เซ็นทรัลปิ่นเก้าโดยส่วนใหญ่คุณป้าจะให้ไปส่งที่ฉันจีหลังจากนั้นคุณป้าจะบอกให้แท็กซี่รอ

โดยบอกว่าจะขอเข้าไปซื้อของแป๊บเดียวเดี๋ยวออกมาซึ่งคุณป้าจะทำทีขอยืมเงินแท็กซี่เลยบอกว่าเดี๋ยวจะกดกลับเมื่อคืนให้ซึ่งเงินส่วนใหญ่มักทีมแท็กซี่อยู่ที่ประมาณ 1400 บาทและเมื่อแท็กซี่รอก็ไม่พบว่าป้ามหาภัยจะกลับมาจริงๆ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ได้มีแท็กซี่ที่เสียหายที่โดนป้ามหาภัยคนเดียวกันหรอกเป็นจำนวนมากทุกคนจึงรวมตัวกันไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพราะต้องการจับคนร้ายมาลงโทษให้ได้

เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นแก๊งค์มิจฉาชีพ เพราะได้กระทำกับแท็กซี่หลายคนซึ่งแท็กซี่ก็มีรูปภาพที่เผยโฉมหน้าตาของป้ามหาภัยมาแชร์ให้โลกโซเชียลเห็นด้วยซึ่งห่างไปได้แค่เพียงสองวันก็สามารถจับกุมตัวป้ามหาภัยคนดังกล่าวได้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพบตัวป้ามหาภัยคนนี้ได้ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ซึ่งคุณป้าได้รับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริงโดยยอมรับว่าต้องการหาเงินเพื่อมาดูแลลูกเพราะว่าตัว เองไม่ได้มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่งก็ไม่มีเงินใช้จึงต้องมาทำอาชีพหลอกลวงคนเช่นนี้ซึ่งแท็กซี่ที่มีการแจ้งความเอาไวต่างก็พากันมาที่สถานีตำรวจเพราะต้องการมาดูโฉมหน้าป้ามหาภัยและอยากรู้เหตุผลว่าป้าทำไปทำไม

 เชื่อว่ายังมีแก๊งค์วิชาชีพอย่างป้าอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีงานทำจึงต้องออกมาหาเงินใช้ได้วิธีการที่ผิดกฎหมายเนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ผู้คนตกงานกันเป็นว่าเล่นช่วงนี้โจรขโมยจึงชุกชุมเป็นอย่างมาก ได้เชื่อเถอะว่าห้าเศรษฐกิจยังคงเป็นเช่นนี้คนที่มีอาชีพเหมือนป้ามหาภัยก็ยังมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยเรื่อย

ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อประชาชนทั้งประเทศรวมถึงประเทศชาติอีกด้วยแต่เราคงต้องมาคอยดูกันว่ารัฐบาลจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาคนตกงานได้อย่างไรเพื่อให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าต่อไปดังนั้นในช่วงนี้จึงควรเก็บเงินไว้ให้มากไม่ใช้จ่ายพรุ่งเฟือยและไม่เชื่อใครง่ายง่ายเพราะการวิชาชีพคงจะหาทางทุกรูปแบบเพื่อจะนำเงินของเราไปใช้         

 

ข่าวเกี่ยวกับไอ้เคี่ยมออกอาละวาด

จากการเก็บข้อมูล ได้ข้อมูลมาว่า นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 เป็นต้นมามีจระเข้น้ำกร่อยแวะเวียนเข้ามาวนเวียนอยู่ตามแนวชายหาดวันดอร์ที่พวกมันถือว่าเสมือนเป็นแหล่งอาหารประจำของมันเอง 

     กฎหมายว่าด้วยการห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติที่มีบทลงโทษสูงสุดถึงเจ็ดปีทำให้จระเข้เรานั้นนอกจากการล่าถลกหนังจนกลายมาเป็นฆาตกรตัวฉกาจของมนุษย์ผู้อาศัยอยู่โดยบริเวณรอบรอบหาดวันดอร์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไว้ตอนหนึ่งว่า 

“ จะนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1970 ที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกกฏหมายห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติจระเข้ไวร้ายเหล่านั้นได้พากันปรากฏตัวให้พวกชาวบ้านเห็นทั้งในห้วย หนอง คลอง บึง ก่อให้เกิดความหวัดกลัวว่าพวกมันจะเข้ามาคาบสัตว์เลี้ยงแล้วลามมาถึงชาวบ้านไปกิน

สาเหตุของการที่กลุ่มประเทศในอุษาคเนย์ อินเดียตะวันออกกลับออสเตรเลียเหนือออกกฏหมายห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติมีการระวังโทษสูงเนื่องมาจากมีการล่าล้างเผ่าพันธุ์จระเข้ในธรรมชาติทั้งถลกหนังมาฟอเอาเนื้อมาขายโดยเฉพาะในอินเดียจระเข้ปากกระทุงเหวหวิด สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้วหากไม่ออกกฏหมายดังกล่าว 

      รัฐบาลอินเดียออกกฏหมายห้ามล่าจระเข้ในธรรมชาติเพื่อปกป้องจระเข้น้ำกร่อยโดยตระหนักว่าหากไม่มีกฎหมายดังกล่าวจระเข้จะสูญพันธุ์ในไม่ช้านอกจากจะออกกฏหมายมีโทษจำคุกสูงสุดถึงเจ็ดปีแล้วยังส่งเสริมให้ทางสวนสัตว์ฮัทโดในพอร์ตแบลร์ จะได้ให้เพาะเลี้ยงจระเข้น้ำกร่อยและน้ำลูกจระเข้ไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อขยายพันธุ์ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับทางการไม่จบสิ้นทางกรมป่าไม้แห่งชาติของอินเดียระบุว่าตั้งแต่ปีค.ศ. 2014

มีรายงานเกี่ยวกับจระเข้ทำร้ายมนุษย์หกรายกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศอินเดียประมาณการว่าในปีค.ศ. 2016

มีนักท่องเที่ยวพากันมาท่องเที่ยวในจุดที่เสี่ยงกับการโจมตีของจระเข้ประมาณ 430,000 คนทั้งยังเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 คนในปีค.ศ. 2017 นั่นหมายถึงอันตรายที่จะเกิดกับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะสูงขึ้นตามไปด้วย

เพราะจระเข้น้ำกร่อยสายพันธุ์แบบนี้เสมือนเป็นมหาวายร้ายดุร้ายชอบกินคน จนทำให้เป็นเหตุการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังให้ดี

พระสีกานัวกันคากุฏิถูกจับฉี่สีม่วง

จากข่าวที่สำนักข่าวกระปุกดอทคอมรายงานเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2562

เรื่องของตำรวจบุกเข้าไปจับกุมพระที่มั่วสุมเสพยาเสพติด และในวันที่ไปจับกุมนั้นก็ได้พบกับผู้หญิงอยู่ในกุฏิของพระด้วย

เมื่อมีการสอบปากคำกันพบว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นแฟนของพระ คบหากันมานานกว่า 3 ปีแล้ว โดยรู้จักกันผ่านทาง facebook  และทางผู้หญิงก็ได้มานอนพักพร้อมกับเสพยาร่วมกันกับพระที่กุฏินี้มานานกว่า 2 อาทิตย์แล้วเหตุเกิดที่วัดในจังหวัดหนองบัวลำภู เพราะมีชาวบ้านไปแจ้งกับฝ่ายปกครองจังหวัดว่า ทุกคืนจะมีวัยรุ่นขับรถเข้าออกวัดตลอดทั้งคืน เลยสงสัยว่าจะมีการรวมตัวกันทำความผิด เมื่อมาการแจ้งเรื่องทางเจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาตรวจสอบแล้วก็พบว่ามีการทำความผิดจริง จึงมีการจับพระศึกและมีการดำเนินคดีกับพระและสีกาทีอยู่ด้วยกันเพราะมีการตรวจพบปัสสาวะสีม่วงทั้งคู่ 

จริงๆแล้วปัญหาพระมั่วสีกา เสพยาบ้า มีมานานมากแล้ว

แต่ปราบไม่เคยหมดสักที บางครั้งเป็นข่าวแต่บางครั้งก็ไม่เป็นข่าว อันที่จริงวัดถือเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรไปประพฤติตัวไม่ดีในวัด ทั้งตัวพระเองที่ยังตัดขาดจากทางโลกไม่ได้ ยังมีการเล่นทั้งเฟส จีบผู้หญิง มั่วสุมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และทางผู้หญิงเองก็ไม่มีความเกรงกลัวในบาปกรรม สามารถมานอนกับพระในวัดได้ แทนที่จะคิดได้ แต่อ้างว่าเพราะความรักจึงตัดสินใจทำเช่นนี้  คำกล่าวอ้างนี้ เป็นคำกล่าวอ้างของคนเห็นแก่ตัว ไม่มีความคิด ไม่มีความเกรงกลัวในบาปกรรม เราจะหาทางกำจัดพวกมารสังคม มารศาสนา เหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อผู้ทำความผิดทั้งชายและหญิงพร้อมใจกันในการกระทำความผิด หากไม่มีใครเห็นแล้วนำเรื่องมาเปิดเผย คนเหล่านี้ ก็จะยังคงอาศัยวัดเป็นที่ทำความผิด เป็นที่นอน และอาศัยความใจดีของคนไปทำบุญ ตักบาตร เขาพวกเขามีเงินใช้นำมาซื้อยาเสพติดได้อีกด้วย 

          ดังนั้นถ้าต้องการให้สังคมไทย น่าอยู่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ว่ามีใครที่ทำตัวน่าสงสัยหรือไม่ มีใครที่เหมือนจะทำตัวเป็นมารศาสนา อาศัยความศรัทธาของชาวบ้านมาทำความผิดหรือไม่ ถ้าหากพบเห็นคนทำความผิดแล้วปล่อยไปเฉยๆประเทศชาติและศาสนาพุทธ คงตกต่ำเข้าสักวัน ถ้าหากอยากให้สังคมไทยของเราปลอดยาเสพติด หากมีเบาะแสควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ผู้กระทำผิดทำความผิดต่อไป

อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เราไม่ควรยุ่ง ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรงของชาติ พวกเราต้องช่วยกันให้ยาเสพติดหมดไปจากประเทศของเรา เพื่อลุกหลานเราในอนาคต